realreadingnews.com เว็บสำหรับคนอ่านข่าวจริง

ข่าวเด่น ข่าวจริง ข่าวกล่องแพคเกจจิ้งและบรรจุภัณฑ์

เดือน: กรกฎาคม 2018

สาวดับสุดสยอง ผัวเก่าปีนบ้าน จ่อยิงเข้าหน้าอก ช็อกร่ำไห้ถึงกับก้มกราบศพ-ฆ่าเมียตาย

วันที่ 30 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.อ.สังเวียน อินตากูล ผกก.สภ.งาว อ.งาว จ.ลำปาง พร้อม พ.ต.ท.มนตรี แก้วสุริยะ รอง ผกก.(สอบสวน) ร.ต.อ.ชัชวาล ใจมา รอง สว.(สอบสวน) และตำรวจชุดสืบสวนอาชญากรรรมพิเศษ พร้อมด้วยแพทย์ รพ.งาว ได้รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ บริเวณบ้านหลังหนึ่ง หมู่ 2 ต.นาแก อ.งาว จ.ลำปาง หลังได้รับแจ้งมีเหตุคนใช้อาวุธปืนยิงกันมีผู้เสียชีวิตภายในบ้านหลังดังกล่าว

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตทราบชื่อ คือ น.ส.ปฏิมานันท์ เรือนน้อย อายุ 39 ปี พนักงานโรงงานผลิต EPE โฟมหรือโฟมกันรอยเเห่งหนึ่ง อยู่หมู่ 2 ต.นาแก อ.งาว จ.ลำปาง สภาพศพนอนเสียชีวิตอยู่บริเวณชั้นล่างของตัวบ้าน โดยมีบาดแผลถูกยิงเข้าที่บริเวณหน้าอกมีเลือดไหลออกเป็นจำนวนมากเต็มพื้นบ้าน โดยในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ยังพบผู้ก่อเหตุ คือ นายถาวร อินมาเมือง อายุ 31 ปี อยู่หมู่ 6 ต.บ้านโป่ง อ.งาว จ.ลำปาง ซึ่งเป็นสามีเก่าของผู้ตายนั่งอยู่ในที่เกิดเหตุไม่ยอมพูดจากับผู้ใด รอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จากการสอบสวนมารดาของผู้ตายได้ให้การว่า นายถาวร และ ผู้ตาย เคยอยู่กินเป็นสามีภรรยา จนมีบุตรด้วยกันจำนวน 2 คน แต่เมื่อประมาณ 1 ปี ที่ผ่านมา ทั้ง 2 คนได้แยกทางกันอยู่ เนื่องจากนายถาวรมีนิสัยเป็นคนโมโหร้ายและมักจะกล่าวหาว่าผู้ตายไปมีชายอื่น ซึ่งก่อนเกิดเหตุ ในขณะที่ตนเองอยู่กับผู้ตายภายในบ้าน นายถาวรได้ปีนรั้วเข้ามาในบ้าน เพื่อขอคืนดีกับผู้ตาย แต่ถูกปฏิเสธและไม่สนใจ ทำให้นายถาวรใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นที่พกมาด้วย ยิงเข้าที่บริเวณหน้าอกของผู้ตายจนทรุดตัวลงและเสียชีวิตคาที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวและแจ้งข้อกล่าวหา นายถาวร ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา” และ “พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเข้าไปในเมืองหรือหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุอันควร” ซึ่งได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งนายถาวรยังได้สำนึกผิด ร่ำไห้ ก้มลงกราบ ขอขมาศพผู้ตาย เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้นำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ญาติเล่าสลด! วินาทีสาวม้งเหยื่อรุมโทรมสิ้นใจ “อัจฉริยะ” จี้ออกหมายจับ แฉ “ผญบ.” เผ่นแล้ว

จากกรณีมีการแชร์เรื่องราวว่าหญิงสาวชาวม้ง อายุ 22 ปี ถูกชาย 4 คนรุมโทรม จนต้องกินยาฆ่าตัวตาย หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งความ แต่ก็สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเเถวบริษัทจัดซื้อเครื่องปั๊มไดคัท เครื่องพิมพ์กล่องกระดาษลูกฟูกจากญี่ปุ่นรายใหญ่ในเขตพื้นที่ จ.ลำปาง ขณะที่แม่ของเหยื่อสาวระบุว่า หลังลูกสาวหายตัวไปก็มีชายคนหนึ่งได้ใช้โทรศัพท์ของลูกสาวโทรมาอ้างว่า ตัวเองเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้าน ใน จ.ตาก และลูกสาวตนอยู่กับเขา จึงให้พามาส่ง จากนั้นลูกสาวก็มีอาการเครียด ต่อมาอีก 2 วัน ก็มีคนโพสต์ภาพลูกสาวนอนอยู่ในโรงแรม โดยมีอดีตผู้ใหญ่บ้านนั่งอยู่ข้างๆ จึงเค้นถามลูกสาวก็บอกว่าถูกชาย 3 คน ลวงไปข่มขืนในโรงแรม กระทั่งมากินยาฆ่าแมลงเพื่อหวังฆ่าตัวตาย กระทั่งล่าสุดสาวคนดังกล่าวเสียชีวิตแล้ว ท่ามกลางความเสัยใจของญาติพี่น้อง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 25 ก.ค. นายอัจริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้แจ้งข่าวผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ “ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมว่า” สาวม้ง เหยื่อข่มขืนที่ลำปางเสียชีวิตแล้ว ผู้สื่อข่าวได้เข้าตรวจสอบที่โรงพยาบาลลำปาง พบแม่ของหญิงสาวนั่งร้องไห้ด้วยความเสียใจ โดยมีญาติพี่น้องนั่งปลอบใจอยู่ไม่ห่าง

จากการสอบถามข้อมูลจากอาของผู้เสียชีวิต ทราบว่า ก่อนจะเสียชีวิตนั้นเจ้าหน้าที่ได้พาตัวผู้ป่วยลงไปยังห้องเอ็กซเรย์ เพื่อตรวจสอบอวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยเองอาการหนักไม่สามารถนอนได้เพราะมีอาการเจ็บปวด แต่การเอ็กซเรย์จะต้องนอนเหยียดตรง หลังจากเอ็กซเรย์เสร็จก็ได้นำผู้ป่วยกลับมายังหอผู้ป่วยชั้น 8 เช่นเดิม แต่ไม่นานผู้ป่วยก็ได้นอนแน่นิ่งและเสียชีวิตไปอย่างสงบ โดยแพทย์ระบุว่าเสียชีวิตด้วยอาการไตวายเฉียบพลัน ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของพ่อแม่และญาติที่เฝ้าดูอาการอยู่

นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่าผู้เสียหายจะเสียชีวิตแล้ว แต่ทางคดีก็ยังดำเนินต่อไป จากที่ได้พูดคุยกับน้องผู้เสียหายโดยใช้วิธีการถามผู้เสียหายพยักหน้าหรือส่ายหน้า และให้ดูภาพประกอบ จึงทราบว่าถูกผู้ใหญ่บ้านล่อลวงไปข่มขืนเพียงคนเดียว โดยรู้จักกันทางเฟซบุ๊ก สั่งซื้อยาแผนโบราณ และนัดเจอกันเป็นครั้งแรก เพื่อส่งมอบยากันที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งใน อ.เมืองลำปาง ซึ่งทางผู้ใหญ่บ้านได้มาเปิดห้องพักเมื่อวันที่ 14 ก.ค. และนัดผู้เสียหายมาพบ ก่อนจะล่อลวงขึ้นไปบนห้องและข่มขืน ไม่ได้เป็นการรุมโทรมแต่อย่างใด เพราะชายอีก 3 คนนั้นได้มาพบกันภายหลัง เหตุจากผู้เสียหายไม่สามารถพูดคุยได้ จึงมีการสื่อสารกันผิดพลาดเกี่ยวกับสัญญาณมือในครั้งแรก ทำให้ญาติเข้าใจว่าถูกชายรุมโทรม 4 คน

นายอัจฉริยะ กล่าวอีกว่า สำหรับก่อนหน้านี้ที่มีกระแสข่าวว่าตำรวจไม่รับแจ้งความนั้น เนื่องจากญาติผู้เสียหายไม่ค่อยทราบขั้นตอนทางกฎหมายมากนัก และสื่อสารกันทางภาษาไม่เข้าใจ จึงกลายเป็นการลงบันทึกประจำวันในลักษณะมีความสัมพันธ์กันทางชู้สาวแทน แต่ล่าสุดทางญาติได้เข้าแจ้งความกับผู้ใหญ่บ้านรายนี้ไว้แล้ว เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา และได้มีการตรวจร่างกายน้องผู้เสียหายไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตนจะผลักดันให้มีการออกหมายจับให้ได้ในวันพรุ่งนี้ (26 ก.ค.) ซึ่งได้มีการประสานงานกันไว้หมดแล้วกับตำรวจในท้องที่ จ.ตาก สืบทราบว่าผู้ใหญ่บ้านรายนี้ได้หลบหนีไปอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ หากได้ดูข่าวและทราบเรื่องก็ขอให้แสดงตัวและมามอบตัวจะดีกว่า

สำหรับการจัดทำพิธีศพนั้น เนื่องจากผู้เสียชีวิตเป็นสาวชนเผ่าม้ง ได้แต่งงานพิธีม้งกับสามีซึ่งเป็นชนเผ่าอิ่วเมี่ยน จึงต้องมีการทำพิธีตามประเพณีของชนเผ่าทั้งสองแห่ง โดยจะนำศพไปทำพิธีที่บ้านของสามี อ.งาว จ.ลำปางต่อไป

โจรโหด งัดบ้านขโมยของฆ่าเหี้ยม ยาย-หลาน รอยมีดเต็มตัว เร่งตามแกะจากเส้นผมในมือ

สะเทือนขวัญ – เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 25 ก.ค. ร.ต.อ.พิชิต บุญหลาย พนักงานสอบสวน ปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรสอบสวน สภ.หล่มสัก ได้รับแจ้งมีเหตุฆาตรกรรมที่บ้านเลขที่ 73/2 หมู่ 3 ต.หนองไขว่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่หน้าวัดอินทร์เตชะ หมู่ 3 ต.หนองไขว่ มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลหล่มสัก อาสามูลนิธิร่วมกตัญญูหล่มสัก

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูงทรงไทย ด้านบนบ้านหน้าประตูพบศพนางสนม เกษร อายุ 56 ปีพนักงานเเม่บ้านบริษัทผลิตเเละจำหน่ายน้ำสลัดเเละชีสดิปหลากรส เป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว นอนเสียชีวิตสภาพเลือดท่วมตัว เสื้อผ้ามีรอยฉีกขาด มีบาดแผลที่เกิดจากของมีคมหลายแห่ง ห่างออกไปพบศพ ด.ช.อรรถโกวิทย์ มณฑาจันทร์ อายุ 11 ปี สภาพศพนอนหงาย และถูกของมีคมแทงเข้าบริเวณลิ้นปี่ เป็นแผลลึกและยังมีร่องรอยของมีคมฟันอีกหลายแห่ง คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบร่องรอยการงัดกระจกข้างประตู ร่องรอยการต่อสู้ และนอกจากนั้นยังพบหลักฐาน เช่น มีดปลายแหลม ไขควง รองเท้าสีเหลือง และหวากแก็ปสีเหลือง ซึ่งคาดว่าเป็นของคนร้าย จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

นางศิรินาถ ภักดีศรี อายุ 67 ปี เพื่อนบ้านและเป็นผู้พบศพเป็นคนแรก เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในช่วงเวลาประมาณ 04.30 น. ตนได้ยินเสียงคล้ายคนทะเลาะและต่อสู้กัน จึงคิดว่าอาจจะเป็นคู่สามีภรรยาบ้านใดบ้านหนึ่ง จึงไม่สงสัย กระทั่งรุ่งเช้าจึงออกมาพูดคุยกับเพื่อนบ้านสอบถามเรื่องราว จากนั้นจึงเดินไปที่บ้านหลังเกิดเหตุ พบประตูเปิดอยู่จึงเดินขึ้นไปดู ก็พบสพนางสนม นอนเสียชีวิตอยู่ จากนั้นจึงได้ตะโกนเรียกหลานๆ ปรากฏว่ามีเพียงหลานสาวอายุ 4 ขวบ ที่งัวเงียเหยียบกองเลือดเดินออกมาโดยไม่รู้ว่ายายกับพี่ชายถูกฆ่าเสียชีวิต

นางศิรินาถ เปิดเผยต่อว่า บ้านหลังดังกล่าวอยู่เพียง 3 คน คือ ยายกับหลาน 2 คน ส่วนพ่อแม่ของเด็กไปทำงานอยู่ที่จ.ชลบุรี นานๆ จะกลับมาเยี่ยมบ้าน เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้รู้สึกเศร้าสลดใจเป็นอย่างมาก และไม่เชื่อว่าคนร้ายจะโหดเหี้ยมขนาดนี้ จึงอยากจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า จากการสอบสวนและตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า บ้านหลังดังกล่าวอาศัยอยู่ 3 คน คือ นางสนมผู้เสียชีวิตและหลานอีก 2 คนโตคือ ด.ช.อรรถวิทย์ ผู้เสียชีวิต และหลานสาวอายุ 4 ขวบ ซึ่งขณะเกิดเหตุนอนหลับอยู่ในห้อง ไม่เห็นเหตุการณ์แต่อย่างใด และคาดว่าคนร้ายซึ่งน่าจะมีเพียงคนเดียว ได้ขึ้นมางัดช่องกระจกข้างประตู เพื่อเข้ามาขโมยทรัพย์สิน

แต่นางสนม ผู้ตายอาจจะตื่นมาเห็นเข้าพอดี จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น คนร้ายจึงได้มีดฟันและแทง ส่วนด.ช.อรรถโกวิทย์ ซึ่งเป็นหลานได้ตื่นขึ้นมาพบเหตุการณ์ จึงเข้าช่วยเหลือยาย ก่อนถูกฟันและแทงจนเสียชีวิตทั้งคู่ จากนั้นคนร้ายวิ่งลงบ้านหลบหนีไป อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะสามารถจับตัวคนร้ายได้ในเร็ว ๆ นี้เนื่องจากมีหลักฐานตกอยู่ในที่เกิดเหตุหลายอย่าง รวมทั้งเส้นผมของคนร้ายที่ติดอยู่กับมือนางสนมผู้เสียชีวิต

จับ ช่างติดเครื่องเสียง ลวงตุ๋ยดช. ตะลึง! ภาพ-คลิปอื้อ เนอสเซอรี่ก็ไม่เว้น

บุกจับ ช่างติดเครื่องเสียงของอู่รถเเห่งหนึ่งที่อยู่เเถวร้านจำหน่ายน้ำสลัดเเละชีสดิปปลีก-ส่งรายใหญ่ ลวงเด็กชายตุ๋ยจำนวนหลายราย พบภาพและคลิปวีดีโอลามกอนาจารอีกเป็นจำนวนมาก เปิดปากสารภาพ มีรสนิยมทางเพศชื่นชอบเด็กผู้ชาย ตำรวจขยายผลถึงผงะ พบก่อเหตุในเนอสเซอรี่ด้วย

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 ก.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. พร้อมด้วย พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.ท.พัฒนพงษ์ ศรีพิณเพราะ รอง ผกก.2 บก.ป. และพ.ต.ท.มนูญ แก้วก่ำ รอง ผกก.4 บก.ป. พร้อมกำลังเข้าจับกุมนายสุทธิพงษ์ สลีสองสม อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 302 /1 ถ.พหลโยธิน ต.หัวเวียง อ.เมือง จ.ลำปาง

ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1644/2561 ข้อหา “กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี, โทรมเด็กหญิงหรือกระทำกับเด็กชายในลักษณะเดียวกัน, กระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี, พาเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร, พรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง เพื่ออนาจาร” โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านพักของผู้ต้องหาในจ.ลำปาง

พ.ต.ท.พัฒนพงษ์ เปิดเผยว่า เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจออสเตรเลียได้จับกุมนายฤชา โต๊ะพุทชา ในข้อหาครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก ต่อมาได้มีการตรวจพบภาพของนายฤชา กับชายไทยอีกคนหนึ่ง ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศเด็กไทยจำนวนหลายรายจากในโทรศัพท์มือถือของนายฤชา ตำรวจออสเตรเลียจึงประสานข้อมูลให้กับ บก.ป. ผ่านทางตำรวจสากล เพื่อให้สืบสวนขยายผลจับกุม

พ.ต.ท.พัฒนพงษ์ กล่าวอีกว่า ต่อมา บก.ป.ได้สืบสวนจนทราบว่า เด็กที่ถูกล่วงละเมิดพักอาศัยอยู่ย่านมีนบุรี คือ ด.ช.เอ และ ด.ช.บี (นามสมมุติ) อายุ 10 ปี และ 9 ปี ตามลำดับ จึงเข้าตรวจสอบและพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กทั้งสอง จนทราบว่าผู้ต้องหาที่ปรากฏตามภาพคือนายสุทธิพงษ์ ผู้ต้องหารายนี้ กระทั่ง ผู้ปกครองของเด็กทั้งสองแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา จนมีการขออนุมัติศาลเพื่อออกหมายจับ และตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว

จากตรวจค้นภายในบ้านพักของผู้ต้องหารายที่จ.ลำปาง และบ้านพักของนายฤชา ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวไปก่อนหน้านี้ อีก 1 จุดในพื้นที่ย่านมีนบุรี พบหลักฐานภาพ และคลิปวีดีโอ ที่เข้าข่ายเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กอีกเป็นจำนวนมากภายในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ของผู้ต้องหา จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

จากการสอบสวนเบื้องต้นนายสุทธิพงษ์ รับสารภาพว่า ปัจจุบันตนมีอาชีพเป็นช่างติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์ของอู่รถเเห่งหนึ่งที่อยู่เเถวร้านจำหน่ายน้ำสลัดเเละชีสดิปปลีก-ส่ง ก่อนหน้านี้ตนและนายนฤชาก็คบหาเป็นแฟนกัน แต่ด้วยความที่ตนและนายนฤชามีรสนิยมทางเพศชื่นชอบเด็กผู้ชายเหมือนกัน จึงร่วมกันล่อลวงเด็กชายอายุ 5–10 ปี จำนวนหลายราย มาล่วงละเมิดทางเพศหลายต่อหลายครั้ง

ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังสืบทราบอีกว่า นอกจากเด็กผู้เสียหายทั้ง 2 รายตามภาพหลักฐานแล้ว ยังมีเด็กผู้ชายในพื้นที่จ.ลำปาง อายุ 4-5 ปี อีก 2 คน ที่ถูกนายสุทธิพงษ์ ล่วงละเมิดทางเพศด้วยเช่นกัน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ประสานแจ้งไปยังผู้ปกครองของเด็กให้เข้าแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มเติม ที่ สภ.เมืองลำปางเพิ่มเติมอีกด้วย

นอกจากนี้ ในการตรวจสอบยังพบรูปภาพต่างๆภายในโทรศัพท์มือถือของนายสุทธิพงษ์ โดยพบอีกว่า ในช่วงขณะที่นายสุทธิพงษ์เคยอาสาไปช่วยงานดูแลเด็กในเนอสเซอรี่แห่งหนึ่งในอ.เมืองลำปาง ก็ยังก่อเหตุกระทำอนาจารเด็กในเนอสเซอรี่ดังกล่าวอีกหลายคน ซึ่งก็จะได้ขยายผลการดำเนินคดีด้วย ส่วนตัวผู้ต้องหาก็จะส่งตัวให้พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ดำเนินคดีการตามกฎหมายต่อไป

ไปไม่ถึงงานแต่ง !ปิกอัพประสานงา คนนั่งท้ายกระบะ ดับสยอง 3 ศพ

ไปไม่ถึงงานแต่ง / วันที่ 13 ก.ค. พ.ต.ท.มาวิน บุญมี สว.(สอบสวน) สภ.ทองแสนขัน จ.อุตดริตถ์ ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่า มีเหตุรถกระบะชนกัน ที่ถนนหนองกวาง – แสนขันเเถวหน้าบริษัทรับจัดซื้อเครื่องปั๊มไดคัท เครื่องพิมพ์กล่องกระดาษจากต่างประเทศ มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กู้ภัย และแพทย์เวรโรงพยาบาลทองแสนขัน รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นทางตรง ช่วงกิโลเมตร ที่ 12 ม.7 ต.บ่อทอง อ.ทองแสนขัน ก่อนถึงสี่แยกบ้านแพะ มีรถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิสีขาว หมายเลขทะเบียน บว 6555 พิษณุโลก คนขับคือ นายพิษณุ ยอดดำเนิน อายุ 37 ปี เดินทางมาคนเดียว เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ สภาพหน้ารถพังยับเยิน ถัดไปเป็นรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียน 1 ฒส 7379 กทม. คนขับคือ นายทิพย์ คำแก้ว อายุ 40 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย สภาพรถด้านหน้าพังยับเยินเช่นกัน

พ.ต.ท.มาวิน กล่าวว่า จากการสอบสวนทราบว่า นายพิษณุ ยอดดำเนิน ขับรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิสีขาว ซื้อไข่เป็ด ไข่ไก่ ไปส่งขายที่ด่านผ่านแดนถาวรภูดู่ อ.บ้านโคก จ.อุตรดิตถ์ เมื่อเวลา 01.00 น. ที่ผ่านมา กำลังเดินทางกลับ จ.พิษณุโลก

แต่รถเกิดเสียหลักข้ามเลนไปพุ่งชนรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนซ์เทา ที่นายทิพย์ คำแก้ว ขับมาจาก อ.นครไทย จ.พิษณุโลก พร้อมด้วยผู้โดยสารอีก 11 คน รวมเป็นทั้งหมด 12 คน เพื่อมางานแต่งงานที่ จ.อุตรดิตถ์ แต่มาประสบอุบัติเหตุ

มีรถข้ามเลนมาชนเสียก่อน เป็นเหตุให้นางมะลิปิน ทองชัด อายุ 30 ปี ซึ่งนั่งมาท้ายกระบะ หล่นลงไปกระแทกถนนจนเสียชีวิต ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 10 คน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ แต่ในเวลาต่อมา นายทองแดง ทองชัด อายุ 41 ปี สามีนางมะลิปิน ได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล เหลือผู้บาดเจ็บที่ยังรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีก 9 คน สำหรับสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายต่อไป

รถบรรทุกน้ำดื่ม เสียหลัก พุ่งชนฟุตบาทพลิกคว่ำ ทับร่างผู้โดยสารดับสลด!

รถบรรทุกน้ำดื่ม เสียหลักพลิกคว่ำพุ่งชนฟุตบาท ทำให้ผู้โดยสารเสียชีวิต ส่วนคนขับเจ็บสาหัส ขวดน้ำและลังตกกระจัดกระจายเต็มพื้นถนน ส่งผลให้การจราจรติดขัด เจ้าหน้าที่เร่งเคลียร์เส้นทาง หวั่นเกิดเหตุซ้ำซ้อน และนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล

เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 19 ก.ค. ร.ต.อ.ธีระพงษ์ สุมา รอง สว.(สอบสวน) สภ.เขลางค์นคร รับแจ้งเหตุรถยนต์พลิกคว่ำ หน้าร้านจำหน่ายน้ำสลัดและชีสดิปที่อยู่ติดสวนอาหารบ้านพลอย ก่อนถึงสี่แยกหลักกิโลยักษ์ ถ.ซุปเปอร์ไฮเวย์ ขาเข้าเมืองลำปาง ต.ชมพู อ.เมือง จ.ลำปาง หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ชีพ โรงพยาบาลลำปาง เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างนครลำปาง

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ สีขาว ทะเบียน บร9154 ลำปาง ด้านหลังดัดแปลงติดโครงเหล็กเพื่อบรรทุกน้ำดื่ม สภาพรถพลิกตะแคงอยู่ริมถนน บนพื้นถนนเต็มไปด้วยเศษขวดน้ำดื่มขนาดเล็กและใหญ่ รวมถึงลังน้ำ กระจัดกระจายไปทั่ว ทำให้การจราจรติดขัดไปชั่วขณะ พลเมืองดีได้ช่วยกันเก็บขวดน้ำดื่มและโบกรถให้สัญจรผ่านไปมาได้ เพื่อรอเจ้าหน้าที่เข้ามาเคลียร์เส้นทาง

ตรวจสอบภายในรถพบคนขับบาดเจ็บ 1 ราย เจ้าหน้าที่จึงเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนบริเวณด้านข้างรถฝั่งซ้าย พบศพนายวรวุฒิ พรหมเถาว์ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 457 ม.3 ต.ปงแสนทอง อ.เมือง จ.ลำปาง ร่างกระเด็นออกจากรถ ทำให้ถูกตัวรถและโครงเหล็กตะแคงทับร่าง สภาพนอนคว่ำหน้ามีเลือดไหลเต็มถนน เจ้าหน้าที่จึงใช้เครื่องตัดถ่างช่วยกันยกตัวรถเพื่อนำศพออกมา

จากการสอบถามเบื้องต้นทราบว่า รถคันดังกล่าว ได้บรรทุกน้ำดื่มมาเต็มคันรถ เพื่อจะนำไปส่งตามบ้านเรือนที่สั่งน้ำดื่มเป็นประจำ โดยขับมาตามเส้นทางหลักมุ่งหน้าไปทางสี่แยกหลักกิโลเมตรยักษ์ขาเข้าเมืองลำปาง แต่จู่ๆ รถเกิดเสียหลักและพุ่งเข้าชนฟุตบาทอย่างแรง จนรถพลิกคว่ำ ทำให้เกิดเหตุมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว

เรื่องไม่เป็นเรื่อง แค่ย้ายเสารั้วกันวัว อดีตส.อบต.หัวร้อน จอบตีผัว-เมียดับ

เรื่องไม่เป็นเรื่อง อดีตส.อบต.หัวร้อน ใช้จอบตีผัว-เมียดับ แค่ไม่พอใจเรื่องย้ายเสารั้วกันวัว พยานเผย 2 ผัวเมียกับคนร้าย ไม่ถูกกันมานานแล้ว ก่อนเกิดเหตุทั้งคู่มาย้ายเสา ในที่นาซึ่งเคยเป็นของคนร้าย แต่ขายไปแล้ว ทำให้ไม่พอใจ คว้าจอบทุบหัวฝ่ายเมีย ขณะที่ผัวชักปืนยิงใส่ แต่กระสุนด้าน เลยโดนทุบสาหัส ก่อนทั้งคู่ ไปตายรพ.

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.พงษ์พันธ์ ประจันศรี รองสว.(สอบสวน) สภ.เขาย้อย รับแจ้งจากโรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ว่านางพรกมล สกุณี อายุ 55 ปี พนักงานบริษัทรับจัดซื้อเเละนำเข้าเครื่องปั๊มไดคัทเเละเครื่องพิมพ์กล่องกระดาษจากต่างประเทศ อยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ 2 ต.หนองชุมพล อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ที่ถูกทำร้ายร่างกายและส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลเมื่อค่ำวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้เสียชีวิตลงในวันนี้ จึงเดินทางไปตรวจสอบ

ร.ต.อ.พงษ์พันธ์ เผยว่านางพรกมล ถูกทำร้ายร่างกาย พร้อมนายภูมิ สกุณี อายุ 53 ปี สมาชิก อบต.หมู่ 2 ต.หนองชุมพล อ.เขาย้อย และเป็นประธานกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านหนองชุมพล อ.เขาย้อย สามี ที่บริเวณทุ่งนา ริมถนนสายบ้านหลองชุมพลล่าง-เพชรเกษม ห่างจากถนนประมาณ 50 เมตร เมื่อวันที่ 15 ก.ค.

โดยทั้งคู่ถูกตีด้วยจอบเข้าที่ศีรษะ จนเป็นบาดแผลฉกรรจ์ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนที่นายภูมิจะเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา กระทั่งวันนี้ นางพรพมล จึงเสียชีวิตตามไปอีกราย ขณะที่การสอบสวน ทราบว่าผู้ก่อเหตุคือนายพิน ลังพี อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ 2 ต.หนองชุมพล อ.เขาย้อย อดีตสมาชิกอบต. หมู่ 2 ต.หนองชุมพลเหนือ ซึ่งหลังเกิดเหตุได้หลบหนีไป

ต่อมาร.ต.อ.พงษ์พันธ์พร้อมเจ้าหน้าที่อีโอดี ลงพื้นที่บริเวณทุ่งนาที่เกิดเหตุ เพื่อหาวัตถุพยานเพิ่มเติม เบื้องต้นพบปลอกกระสุนขนาด 9 มม.จำนวน 6 ปลอกตกอยู่ โดยที่บริเวณจุดเกิดเหตุที่ พบรอยเลือดขนาดใหญ่จำนวน 2 กอง มีญาติพร้อมพระสงฆ์กำลังประกอบพิธีทางศาสนาเชิญวิญญาณผู้ตายตามความเชื่อ

น.ส.นิตยา ลังพี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ค.หนองชุมพล ซึ่งอยู่ขณะเกิดเหตุเล่าว่า เหตุดังกล่าวเกิดประมาณ 18.00 น. วันที่ 15 ก.ค. ขณะนั้น นายภูมิพร้อมนางพรกมล ขี่รถจักรยานยนต์มาที่เกิดเหตุ เพื่อเคลื่อนย้ายหลักเสาลวดกันวัวกลางทุ่งนา ซึ่งพื้นที่นาดังกล่าวเป็นที่นาของนายพิน ที่ได้ขายกับนายทุนไปแล้ว ปรากฏว่าระหว่างที่ทั้งคู่แยกย้ายกันปักหลักเสาลวด

นายพินได้เดินถือจอบมาหานางพรกมล ก่อนมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน และนายพิณใช้จอบตีนางพรกมลจนล้มนอนแน่นิ่ง นายภูมิซึ่งขณะนั้นอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร ได้วิ่งเข้ามาช่วยผู้เป็นภรรยา พร้อมชักอาวุธปืนยิงใส่นายพินจำนวน 1 นัด แต่กระสุนไม่โดน

ขณะยิงนัดที่ 2 กระสุนเกิดด้าน นายพินจึงใช้จอบตีนายภูมิ จนบาดเจ็บสาหัส จากนั้นจึงหลบหนีไป ตนวิ่งไปตามเพื่อนบ้านมาให้การช่วยเหลือ นำทั้งคู่ส่งโรงพยาบาล แต่ทั้ง 2 คนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ร.ต.อ.พงษ์พันธ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทั้งนายภูมิและภรรยากับนายพิน มีปากเสียงไม่พอใจ เรื่องการปักแนวลวดกันวัว และเรื่องอื่นๆกันมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีเหตุรุนแรง กระทั่งครั้งนี้นายพินมาก่อเหตุรุนแรงขึ้น หลังเกิดเหตุตำรวจไปตรวจสอบที่บ้านนายพิน พบว่านายพินพร้อมภรรยาและบุตรชายหายตัวไปแล้ว

เบื้องต้นตำรวจรวบรวมหลักฐาน ขออนุมัติหมายจับนายพินผู้ก่อเหตุแล้ว ส่วนปลอกกระสุนที่พบดังกล่าว ทราบว่าเป็นของผู้ที่มาให้การช่วยเหลือนายภูมิและนางพรกมล ยิงระบายความแค้น ซึ่งจะเรียกตัวมาสอบสวนต่อไปด้วย

3ศพสุดสยอง สลดก่ายกอดกองทับ ผัวปรี่ช่วย เมียถูกล็อกตบตี-ยิงหัว สุดท้ายตายหมด

เมื่อเวลา 03.30 น. วันที่ 16 ก.ค. พ.ต.ท.สมพร พรธานิสกุล สว.(สอบสวน) สน.เพชรเกษม รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตจำนวนหลายราย เหตุเกิดหน้าบริเวณบ้านเลขที่ 820 ถนนสุขาภิบาล 1 ซอยบางแค-คลองหนองใหญ่ แขวงและเขตบางแค กทม. จึงรุดตรวจสอบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.เพชรเกษม เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน(พฐ) แพทย์แผนกนิติเวช รพ.ศิริราช และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง

ที่เกิดเหตุบริเวณหน้าร้านจำหน่ายน้ำสลัดครีม ชีสดิปราคาปลีก-ส่งรายใหญ่ที่อยู่ติดบริษัท เค เอ อาร์ เคมีคอล กรุ๊ป พบศพรวม 3 ราย คือ นายชยุต หรือ ต๊ะ บุญวงค์ธนชัย อายุ 45 ปี สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีกรมท่า ตรวจสอบพบมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืน ขนาด 9 มม. เข้าบริเวณขมับขวา 1 นัด โดยที่มือขวากำอาวุธปืนพกแบบออโตเมติก ขนาด 9 มม. สภาพศพนอนคว่ำหน้าทับศพ นายสรศักดิ์ หรือ อ้น สุคันธพงศ์ อายุ 41 ปี สภาพสวมเสื้อกีฬาสีน้ำเงิน กางเกงขาสั้น มีบาดแผลถูกยิงที่ขมับซ้าย 1 นัด นอนหงายจมกองเลือด ใกล้กันพบศพ น.ส.สมพร หรือ กิ้ว เชิดขวัญใจ อายุ 31 ปี สวมเสื้อแขนกุดสีดำ กางเกงยีนส์ขาสั้น มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืน ขนาด 9 มม. เข้าที่ขมับซ้าย 1 นัด สภาพศพนอนคว่ำหน้าจมกองเลือดอยู่ข้างรั้วเหล็กของบ้านหลังดังกล่าว

ห่างออกไปที่ฟุตปาธ พบกระเป๋าและรองเท้าของผู้หญิงถอดวางอยู่ บริเวณโดยรอบพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่ จำนวน 4 ปลอก ห่างจากที่เกิดเหตุ 50 เมตร พบรถยนต์โตโยต้า สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน สศ 4123 กทม. ซึ่งเป็นของนายชยุต จอดอยู่ ด้านในที่นั่งคนขับ พบเบียร์ที่ถูกเปิดไปแล้วเหลืออยู่ครึ่งขวด

จากการสอบสวนนายอารมณ์ พุทโธ อายุ 29 ปี พยานซึ่งเป็นเพื่อนของนายสรศักดิ์ ให้การว่า เมื่อช่วงเวลาประมาณ 03.00 น. ที่ผ่านมา เพื่อนของนางสมพร ได้นั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปหานายสรศักดิ์ ซึ่งเป็นสามีนางสมพร ที่ร้านอารมณ์ ลาบ แซ่บ ซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กม. โดยบอกว่า นางสมพรกำลังทะเลาะวิวาทกับนายชยุตอยู่ ให้พวกตนรีบไปช่วยเหลือ ตนและนายสรศักดิ์ และเพื่อนอีกหนึ่งคนได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุ เมื่อมาถึงก็เห็นว่านายชยุต กำลังตบตีนางสมพร เมื่อพวกตนจะเข้าไปช่วย นายชยุตก็บอกว่าอย่าเข้ามายุ่ง ก่อนจะชักอาวุธปืนออกมา ตนจึงรีบวิ่งหนี หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงปืนดังติดต่อกัน 3-4 นัด เมื่อเข้าไปดู พบว่าทั้งหมดเสียชีวิตแล้ว ตนจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ ทันที โดยนายสรศักดิ์ มีอาชีพทำร้านปลาเผา และเป็นสามีของนางสมพร อยู่กินกันจนมีลูกชาย 2 คน ส่วนนางสมพร ทำงานอยู่ร้านอาหารในย่านดังกล่าว สำหรับนายชยุตตนไม่เคยรู้จัก

นอกจากนี้จากการสอบสวนพยานเพื่อนอีกคน ให้การว่า เห็นนางสมพร กำลังทะเลาะอยู่กับนายชยุต โดยที่นายชยุตได้พยายามล็อกคอนางสมพร และบอกพวกตนว่าอย่าเข้าไปยุ่ง จากนั้นได้ชักอาวุธปืนออกมายิงนางสมพร เสียชีวิต เมื่อนายสรศักดิ์เห็นดังนั้น จึงเข้าช่วยแต่ถูกนายชยุตยิงเสียชีวิต ก่อนที่นายชยุตจะตัดสินใจยิงตัวเองตายตาม

พ.ต.ท.สมพร กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นคาดว่า เกิดจากความหึงหวง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ต้องสอบปากคำพยานอย่างละเอียดอีกครั้งและตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐานเพื่อสรุปสาเหตุครั้งนี้ต่อไป

ล่าโจรหื่น! บุกเอามีดจี้คอแทงซี่โครงสาว ใช้ผ้าอุดปาก มัดมือ-เท้า หวังข่มขืน

วันที่ 11 ก.ค. พ.ต.ท.ภูมิรัตน์สัน เฉยเจริญ พนักงานสอบสวนร้อยเวร สภ.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว รับแจ้งจากนางเอ (นามสมมติ) อายุ 55 ปี อยู่บ้านในเขตพื้นที่ ม.2 ต.ทัพพริก ว่ามีคนร้ายบุกเข้ามาจี้ลากตัวลูกสาวจะเอาไปข่มขืน และแทง น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 26 ปี พนักงานบริษัทผลิตเครื่องติดราคาหรือเครื่องยิงราคาแห่งหนึ่ง เป็นลูกสาว ได้รับบาดเจ็บ หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ พ.ต.อ.วิวัฒน์ พิสิทธิ์ศักดิ์ ผกก.สภ.คลองน้ำใส และรีบรุดเข้าตรวจสอบ โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านตึกชั้นเดียวอยู่ติดถนนในชุมชนหมู่บ้าน น.ส.บี อายุ 26 ปี อยู่ในอาการตกใจ ตามตัวพบร่องรอยการถูกทำร้ายหลายแห่ง และที่ซี่โครงด้านซ้ายถูกแทงด้วยมีด จึงนำตัวไปส่งโรงพยาบาล ตรวจสอบเบื้องต้นพบรอยเท้าของคนร้ายแอบปีนข้ามรั้ว เข้ามาแอบข้างห้องน้ำ

จากการสอบสวน น.ส.บี อายุ 26 ปี ผู้เสียหาย ให้การว่า ขณะที่ตนออกมาเข้าห้องน้ำหลังจากที่ทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว เวลาประมาณ 00.00 น. เมื่อเปิดประตูห้องน้ำออกมา พบว่ามีคนร้ายสวมหมวกไหมพรมปิดหน้า เข้ามาล็อกคอ แล้วใช้มีดจี้จิกผมตนให้คว่ำแอบลงแล้วเอาผ้ามาอุดปาก ใช้เชือกมัดมือ มัดเท้า ตนพยายามร้องจึงถูกซ้อมก่อนคนร้ายจะใช้มีดแทงที่ซี่โครงซ้าย 1 ครั้ง จึงไม่กล้าร้อง

“จากนั้นคนร้ายได้ใช้ผ้าอุดปากและใช้เชือกมัดมือมัดเท้า ก่อนทำการปลดกระดุมเสื้อของตนออก พอคนร้ายเห็นสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จึงได้กระชากเอาสร้อยคอไป โดยไม่ได้ข่มขืนตน หลังคนร้ายไปแล้ว ตนจึงตะโกนเรียกแม่ เมื่อแม่เปิดประตูออกมาดู จึงพบตนถูกมัดอยู่ แม่จึงเรียนสามีของตนเองออกมาช่วยก่อนแจ้งตำรวจ” น.ส.บี กล่าว

ทั้งนี้ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างรู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมากเนื่องจากตำรวจยังจับตัวคนร้ายรายนี้ยังไม่ได้

ขณะที่นายเอ็ม (นามสมมติ) อายุ 29 เป็นสามีของผู้เสียหาย กล่าวว่า เมื่อสามปีก่อน ตนถูกคนร้ายลอบเข้าบ้านลักทรัพย์สินมาแล้วถึง 3 ครั้งติดกัน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ยังไม่ทราบว่า จะเป็นคนร้ายคนเดียวกันหรือไม่

ด้าน พ.ต.อ.วิวัฒน์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าคนร้ายลงมืออย่างอุกอาจ ขณะนี้ได้ให้กองพิสูจน์หลักฐานมาเก็บเอารอยเท้าเสื้อที่คนร้ายจับอุดปากเหยื่อ และหลักฐานต่างๆ เนื่องจากพระและห่วงของสร้อยได้ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ส่วนคดีขึ้นบ้าน 3 ครั้ง เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่งแต่จะเป็นคนร้ายรายเดียวกันหรือไม่คงต้องรอจับกุมคนร้ายได้เสียก่อน อย่างไรก็ตามจะเร่งจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้โดยเร็วที่สุด

คนร้ายบุกงัดตู้เอทีเอ็ม-รถไปต่อไม่ได้ ตัดสินใจเผาก่อนหนี คาดได้เงินไปไม่ต่ำกว่า 2 ล้าน

วันที่ 6 ก.ค. พ.ต.ท.เดชา รัตนภัทดี สว.(สอบสวน) สภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้รถกระบะ ที่บริเวณถนนคันคลองชลประทาน ม.6 เส้นทางไปโรงงานผลิตเเละจำหน่ายน้ำสลัดและชีสซอสรายใหญ่ ต.ลำไทร อ.วังน้อย จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.เอกราช อุ่นเจริญ ผกก.สภ.วังน้อย พ.ต.ท.เชิงชาย พงษ์แขก รอง ผกก.สส.สภ.วังน้อย และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง(จุดวังน้อย)

ที่เกิดเหตุพบเพลิงกำลังลุกไหม้ รถกระบะแคป มีโครงหลังคา มิตซูบิชิ ไทรตัน สีบรอนซ์ ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน อย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจึงช่วยกันระดมฉีดน้ำประมาณ 20 นาทีเพลิงจึงสงบ เบื้องต้นรถยนต์ถูกเผาวอดเกือบทั้งคัน และไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ต่อมา พล.ต.ต.สมชาย พัชรอินโต รองผบช.ภ.1 พล.ต.ต อำนาจ จันเจริญ รองผบช.ภ.1 พล.ต.ต.สมหมาย ประสิทธิ์ ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุ บริเวณใกล้เคียงจุดรถยนต์ถูกเผา พบกล่องบรรจุธนบัตรจำนวน 4 กล่อง ของธนาคารถูกทิ้งอยู่ภายในคลองระบายน้ำระหว่างทางเข้าที่เกิดเหตุหลายแห่ง

จากนั้นได้เดินทางไป จุดที่คนร้ายที่ใช้ก่อเหตุในการงัดตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงเทพและธนาคารไทยพาณิชย์ ที่หน้าร้านอาหารลุงนวย ม.2 ต.ลำไทร อ.วังน้อย อยู่ห่างกันประมาณ 5 กม. พบตู้เอทีเอ็ม ทั้ง 2 ตู้ ถูกคนร้ายงัดจากด้านหลังตู้ ได้รับความเสียหาย แต่ตู้ที่คนร้ายได้เงินไปเป็นตู้ของธนาคารกรุงเทพ

พล.ต.ต สมชาย กล่าวว่า จากการตรวจสอบจุดเกิดเหตุที่พบรถกระบะถูกเผา คาดว่า หลังจากคนร้ายก่อเหตุได้ขับมาในทางเปลี่ยวแล้วช่วยกันงัดเอาเงินสดในกล่องออกแล้วโยนกล่องทิ้ง คาดว่ารถอาจติดหล่ม ออกไปไม่ได้ คนร้ายจึงตัดสินใจเผารถทิ้งแล้วหลบนี้ไป ส่วนคนร้ายที่มาก่อเหตุงัดตู้เอทีเอ็มนั้น จากการสอบถามพยานที่เห็นเหตุการณ์ขณะคนร้ายมาก่อเหตุนั้น เป็นเวลา 02.30 น ของวันนี้ พยานได้มากดเงินที่ตู้เอทีเอ็มและเห็นคนร้ายจำนวน 2 คน

พล.ต.ต สมชาย กล่าวต่อว่า คนร้ายคนแรกลักษณะผมฟู สวมเสื้อยืดสีดำนั่งที่เก้าอี้อยู่ตรงใกล้ตู้เอทีเอ็ม และคนร้ายอีกคนลักษณะหัวเกรียนยืนอยู่ท้ายรถกระบะที่นำมาก่อเหตุจอดหลังตู้เอทีเอ็ม จากนั้นคนร้ายที่นั่งเก้าอี้ได้ส่งเสียงแต่ฟังไม่ถนัดตนจึงไม่กล้ามากดตังค์จึงรีบเดินออกจากจุดดังกล่าวทันที จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงเทพว่าได้นำเงินจำนวน 2 ล้าน 4 แสน มาใส่ตู้ เมื่อวันที่ 5 ก.ค เวลาประมาณ 14.00 น. จากนั้นจึงมาถูกคนร้ายงัดตู้ขโมยเงินไป

รายงานจากฝ่ายสืบสวนระบุว่า คนร้ายที่ก่อเหตุนั้นมีลักษณะพฤติกรรมกลุ่มเดียวกันที่เคยก่อเหตุงัดตู้เอทีเอ็มในเขตพื้นที่ อ.หนองแค จ.สระบุรี และ จ.ลพบุรี มาก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน และคาดว่าจะได้ตัวคนร้ายเร็วๆนี้อย่างแน่นอน