realreadingnews.com เว็บสำหรับคนอ่านข่าวจริง

ข่าวเด่น ข่าวจริง ข่าวกล่องแพคเกจจิ้งและบรรจุภัณฑ์

เดือน: กุมภาพันธ์ 2020

จับนายจ้างโหด ขังสาวลาวในห้องเก็บของ ซ้อมทารุณ ใช้งานเยี่ยงทาสกว่า 9 ปี

จับนายจ้างโหด วันที่ 28 ก.พ.ที่กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) พล.ต.ต.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบก.ปคม., พล.ต.ต.บุญญฤทธิ์ รอดมา ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร, พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบก.ปคม.สั่งการให้ พ.ต.อ.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ ผกก.5 บก.ปคม., พ.ต.ท.มนต์ชัย เพ็งเลิศ รอง ผกก., พ.ต.อ.พิภบ พัชรลภัส ผกก.สภ.กระทุ่มแบน, พ.ต.ท.พงศ์พิทักษ์ บุญบำรุง สว.กก.5 บก.ปคม. นำกำลังจับกุม นายสุชิน วิภูสิทธิกุล อายุ 60 ปี และ นางจิรวดี วิภูสิทธิกุล อายุ 50 ปี ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน ข้อหา “ค้ามนุษย์ โดยแสวงหาประโยชน์จากการบังคับใช้แรงงาน โดยใช้กำลังประทุษร้ายหน่วงเหนี่ยวกักขัง ,รับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานฯ และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำประการใดให้ผู้อื่นปราศจากสิทธิเสรีภาพฯ”

พ.ต.อ.อภิสัณฐ์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีเด็กสาวชาวลาวถูกนายจ้างกักขังบังคับใช้แรงงานอยู่ภายในห้างหุ้นส่วนจำกัด กิจสยามกลการ ซึ่งเป็นร้านจำหน่าย ที่ตัดเทป,ตัวตัดเทป ย่านอ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน โดยเด็กถูกกักตัวมานานกว่า 9 ปี จึงวางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรสาคร เข้าตรวจค้น พบตัวผู้ต้องหาและตัวเด็กสาวชาวลาวคือ น.ส.พร อายุ 21 ปี ภายในร้านดังกล่าว

จากการสอบถาม น.ส.พร ให้การว่า ตนมาอยู่กับนายจ้างผ่านนายหน้าชาวลาว ตั้งแต่ปี 2554 ตอนนั้นอายุแค่ 13 ปี ช่วงแรกๆ ก็จะได้ค่าจ้างเดือนละ 1,500 บาท ต่อมาก็ไม่เคยได้เงินเดือนจากนายจ้างอีกเลย ซ้ำยังถูกบังคับให้อยู่แต่ภายในห้องเก็บของ โดยมีอาหารเสื้อผ้าที่นายจ้างจัดไว้ให้ แต่ไม่เคยได้ออกไปไหนมาไหนเลย เพราะนายจ้างสั่งห้ามคุยและห้ามติดต่อกับใครอีกด้วย

น.ส.พร ให้การอีกว่า หลังจากทำงานอยู่ได้ไม่นาน ก็เริ่มถูกทำร้ายร่างกายด้วยการตี ตบหน้า ตีด้วยไม้กวาด และสายไฟ บางครั้งก็ยังถูกด่าทอด้วยคำหยาบคายอยู่ตลอดหากนายจ้างไม่พอใจ เช่น ไปหยิบของในร้านมาให้ลูกค้าผิด หรือไปหยิบช้า กระทั่งวันหนึ่งตนได้พยายามวิ่งหนีออกมาจากร้าน แต่ก็ถูกจับตัวกลับไปอีก โดยนายจ้างบอกกับคนข้างนอกว่า ตนเป็นคนสติไม่ดี

น.ส.พร ให้การต่อว่า เมื่อถูกพาตัวกลับมาถึงร้านก็ถูกทำร้าย เอาเท้าเหยียบที่ใบหน้าบ้าง ไม้ตีบ้าง ขังให้อยู่ในห้อง จนตนไม่อยากอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่มาทำงานเมื่อปี 2554 จนถึง ปี 2559 ไม่เคยมีวันหยุดพักเลย เพิ่งจะเริ่มมีวันหยุดก็หลังปี 2559 เป็นต้นมา โดยมีวันหยุดให้แค่วันอาทิตย์ 1 วัน แต่นายจ้างก็ไม่ให้ออกไปไหน ยิ่งช่วงเทศกาลนายจ้างก็จะทิ้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเอาไว้ให้กินอยู่แต่ในห้อง ออกไปไหนไม่ได้ เพราะนายจ้างจะล็อกประตูร้านเอาไว้ จนได้รับการช่วยเหลือจากพลเมืองดีช่วยแจ้งเบาะแสดังกล่าว

ขณะที่ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ยังให้การปฏิเสธ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนผู้เสียหายเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดำเนินการต่อไป

ยาย 70 พาหลานออทิสติกหนีตาย บ้านไหม้วอดทั้งหลัง วอนผู้ใจบุญช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ร.ต.อ.อิสรนันท์ ตาทิพย์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.นาทม จ.นครพนม รับแจ้งมีเหตุเพลิงไหม้บ้านเลขที่ 37 หมู่ 5 บ้านดอนดู่ ต.นาทม อ.นาทม จ.นครพนม ขึงประสานรถดับเพลิง รุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.แสวง คนคล่อง ผกก.สภ.นาทม และนายชัชวาล ภูดีทิพย์ นายก อบต.นาทม

ที่เกิดเหตุใกล้กับโรงงาน ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค พบบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ 2 ชั้น ซึ่งเป็นบ้านของนางสว่าง มาตโสภา อายุ 70 ปี พบเพลิงกำลังโหมลุกไหม้จากชั้นบน ลุกลามอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ได้ระดมรถน้ำจาก อบต. ใกล้เคียง 3- 4 คันฉีดสกัดนานร่วม 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ แต่บ้านเสียหายทั้งหลัง

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นางสว่าง เจ้าของบ้าน สามีเสียชีวิตหลายปีก่อน อาศัยอยู่กับหลานชายอายุ 9 ขวบ ซึ่งป่วยเป็นออทิสติก และหลานสาวอีก 2 คน อายุ 7 ขวบกับ 4 ขวบ ส่วนลูกสาวของนางสว่างคือนางพัฒนา มาตโสภา อายุ 34 ปี มารดาของเด็กทั้ง 3 คน และสามี ไปทำงานรับจ้างต่างจังหวัด มีเพียงนางสว่างดูแลหลานๆ ซึ่งขณะเกิดเหตุ หลานสาวอีก 2 คนไปโรงเรียน

นางสว่าง กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ มีไฟลุกไหม้จากชั้น 2 โดยไม่ทราบสาเหตุ ตนทำอะไรไม่ถูก จึงรีบพาหลานชายวิ่งหนีเอาตัวรอด และรีบไปแจ้งเพื่อนบ้านมาช่วยขนย้ายข้าวของ แต่ไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ไม่สามารถนำอะไรออกมาได้ เหลือเพียงเสื้อผ้าที่ใส่ติดตัวเท่านั้น

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า อาจเกิดจากสาเหตุไฟลัดวงจร จึงจะสอบสวนสาเหตุอย่างละเอียด และประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.นครพนม เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดอีกครั้ง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้เร่งประสานหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้น พร้อมเปิดรับบริจาคสิ่งของยังชีพ เนื่องจากไฟไหม้บ้านหมดทั้งหลัง รวมทั้งหลานสาวทั้ง 2 คนที่ต้องไปโรงเรียน ซึ่งต้องใช้ชุดนักเรียน และอุปกรณ์การเรียน ผู้ใจบุญสามารถติดต่อได้ที่งาน ปภ. อบต.นาทม โทร. 081-769-6479

นั่งอยู่เฉยๆ ก็ตาย! เก๋งแหกโค้ง พุ่งชนร้านซ่อมจยย.พินาศ ลูกค้าปลิว ดับ 1 เจ็บ 1

เก๋งแหกโค้ง วันที่ 26 ก.พ. ร.ต.อ.สมนึก สมสวย รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถเก๋งเสียหลักหลุดโค้งพุ่งชนร้านซ่อมรถจยย.มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดบนถนนสายอ่างทอง-อยุธยา หมู่ 5 ต.บางปลากด อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยจังหวัดอ่างทอง

ที่เกิดเหตุพบรถเก๋งมาสด้า สีขาว หมายเลขทะเบียน ฆค-9080 กทม. พุ่งชนเข้าไปในร้านซ่อมรถจยย.ที่ตั้งอยู่ริมถนนติดกับร้าน กระดาษลูกฟูก,กระดาษลูกฟูกม้วน ในสภาพพังยับเยินทั้งรถทั้งร้าน ข้าวของภายในร้านกระเด็นกระจัดกระจายเสียหาย เหล็กที่ใช้กั้นร้านถูกชนเสียหายทั้งแถบ รถจยย.ลูกค้าเสียหายอีก 2 คัน นอกจากนี้ยังพบลูกค้าได้บาดเจ็บ 2 ราย คือ นายเศียร เอี่ยมสำอาง อายุ 60 ปี บาดเจ็บเล็กน้อย มีบาดแผลที่ร่างกาย และ นายนัฐพล อธิลาภ อายุ 34 ปี มีบาดแผลที่ศีรษะและใบหน้า อาการสาหัส เจ้าหน้าที่จึงปฐมพยาบาล ก่อนนำตัวส่ง ร.พ.ป่าโมก แต่เนื่องจาก นายนัฐพล ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบถาม นายบุญชู มาลีหอม อายุ 46 ปี เจ้าของร้านซ่อมรถจยย. กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุมีลูกค้าเอารถมาซ่อม โดยผู้ตายนั้นนำรถจยย.มาเปลี่ยนยาง ส่วนผู้บาดเจ็บอีกคนก็มารอซ่อมรถ โดยทั้ง 2 คนนั่งรออยู่ภายในร้านห่างจากถนน ระหว่างที่ตนกำลังซ่อมรถอยู่นั้น จู่ๆ รถเก๋งคันดังกล่าวได้พุ่งออกมาจากถนนและชนร้านของตนอย่างแรง ทำให้ลูกค้าทั้ง 2 คน ถูกชนจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งตนนั่งทำงานไม่ได้ยินเสียงเบรกอะไรเลย จึงวิ่งหนีไม่ทัน

ด้าน นายพนม โตสัมฤทธิ์ อายุ 28 ปี คนขับรถเก๋ง กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุหลังจากที่ตนขับรถกลับจากไปทำธุระที่โรงพยาบาล ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ซึ่งขณะนั้นตนก็ขับมาความเร็ว 80-90 กม./ชั่วโมง แต่จู่ๆ รถก็เกิดเสียหลัก หลุดโค้ง แล้วหมุนเคว้ง ตนควบคุมรถไม่อยู่รถจึงเสียหลักพุ่งมาชนร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ดังกล่าว

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบว่าบริเวณที่เกิดเหตุนั้นเป็นช่วงทางโค้ง ซึ่งรถเก๋งขับมาจากทาง อ.เมือง มุ่งหน้า อ.ป่าโมก เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถเสียหลักหลุดโค้งพุ่งเข้าไปชนร้านซ่อมรถจยย.จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เบื้องต้นจะได้สอบสวนคนขับรถเก๋งและคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามทราบว่า ผู้ตายนั้นทำงานอยู่โรงงานแห่งหนึ่งใน จ.อ่างทอง ก่อนเกิดเหตุได้ขี่รถจยย.มาเปลี่ยนยางที่ร้าน ส่วนรถเก๋งนั้นขับมาจากตัวเมืองอ่างทองมุ่งหน้าอำเภอป่าโมกด้วยความเร็ว ซึ่งมีคนเห็นว่ารถเสียหลักหมุนบนถนน แล้วหลุดโค้งออกมานอกถนนจนฝุ่นตลบ ก่อนพุ่งชนเข้าไปในร้าน ซึ่งจุดที่เกิดเหตุดังกล่าวนั้น ถือว่าเป็นโค้งอันตราย มักจะมีอุบัติเหตุรถหลุดโค้งอยู่บ่อยครั้ง

ล้อมบ้านจับ 2 โจ๋คลั่ง เจอปืนสงคราม กระสุนกว่า 100 นัด อาละวาดไล่ยิงขู่ชาวบ้าน

2 โจ๋คลั่ง วันที่ 14 ก.พ. พล.ต.ต.สมพจน์ ขอมปรางค์ ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ, พ.ต.อ.ไพรโจรน์ ขุนหมื่น รอง ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ, พ.ต.อ.สรวิศ มาอินทร์ ผกก.กก.สส.ภ.จว.ชัยภูมิ, พ.ต.อ.วิสา โชติมูล ผกก.สภ.บ้านเป้า พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภ.จว.ชัยภูมิ, ฝ่ายสืบสวน สภ.บ้านเป้า และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ต.หนองโพนงาม อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ สนธิกำลังเข้าปิดล้อมบ้านหลังหนึ่ง ใน ต.หนองโพนงาม อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ

เข้าจับกุมตัว นายชัยอนันต์ หรือเก้น คำเถาว์ อายุ 23 ปี และ นายทักษิณ หรือทัด เสมอทรัพย์ อายุ 21 ปี พร้อมด้วยของกลางอาวุธปืนสงคราม เครื่องกระสุนปืนนับร้อยนัดและยาเสพติดอีกจำนวนหลายรายการ ที่ซุกซ่อนไว้ทั่วบ้านพักหลังโรงงานผลิต ที่ตัดเทป,ตัวตัดเทป

ประกอบด้วยอาวุธปืนเอ็ม16 จำนวน 1 กระบอก ปืนแบลงค์กันดัดแปลงที่สามารถยิงกระสุนปืนขนาด .380 แบบอัตโนมัติ 1 กระบอก ปืนแบลงค์กันดัดแปลงที่สามารถยิงกระสุนปืนขนาด .38 แบบรีวอลเวอร์ 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนขนาด 5.56 มม. จำนวน 103 นัด เครื่องกระสุนปืนลูกซอง 2 นัด เครื่องกระสุนปืนขนาด .380 จำนวน 19 นัด ยาบ้า 79 เม็ด เจอในตัว นายชัยอนันต์ และ ยาบ้า 2 เม็ด เจอในตัว นายทักษิณ

จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่ กก.สส.ภ.จว.ชัยภูมิ ดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกับพวกที่หลบหนีร่วมกันลักทรัพย์รับของโจรและมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ประเภทปืนกลเล็ก และกระสุนชนิดระเบิดเจาะเกราะซึ่งไม่ใช่ชนิดและขนาดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ โดยมีไว้ในครอบครองโดยผิดกฏหมาย โดยขณะจับกุมผู้ต้องหาให้การ รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้มีชาวบ้านในหลายพื้นที่ร้องเรียนว่ามีวัยรุ่น ที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านทิกแล้ง ต.หนองโพนงาม อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ ใช้อาวุธปืนเอ็ม16 และอาวุธปืนสั้นออกมายิงเล่นข่มขู่ชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านทิกแล้ง และบริเวณใกล้เคียง อีกทั้งยังมีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้กับวัยรุ่นในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ลงพื้นที่สืบสวน ก่อนบุกเข้าปิดล้อมจับกุมดังกล่าว หลังจากนั้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเป้า เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ระทึก! ตร.ปะทะแก๊งค้ายา ดวลปืนสนั่นถนน กลางเมืองเชียงใหม่ วิสามัญคนร้ายดับ 1

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 12 ก.พ. พ.ต.อ.มงคล สัมภวผล รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พ.ต.อ.ทรงกริช ออนตะไคร้ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมกำลังชุดสืบสวน ปส.ภ.จ.เชียงใหม่ นำกำลังเข้าสกัดจับกุมยาเสพติดรายใหญ่ บริเวณถนนเลียบรางรถไฟหน้าร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์,กระดาษ อ.เมืองเชียงใหม่ และเกิดปะทะกับคนร้าย

โดยจังหวะนั้นเป็นชั่วโมงเร่งด่วน ผู้ปกครองกำลังไปรับบุตรหลานกลับจากโรงเรียน ทางตำรวจจึงตะโกนบอกให้ผู้ใช้รถสัญจรบริเวณถนนเลียบรางรถไฟให้หมอบลง โดยคนร้ายได้ถอยรถกระบะสี่ประตู ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ชนรถจักรยานยนต์ตำรวจลากไปกับถนน และพุ่งชนรถกระบะสีดำของตำรวจที่จอดขวางกลางถนนไว้

จากนั้นคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาดยิงใส่เจ้าหน้าที่ทันที เจ้าหน้าที่จึงยิงยางรถของคนร้ายจนเสียหลักตกลงหนองน้ำข้างทาง และยิงใส่คนร้ายเสียชีวิตในรถ 1 คน ส่วนคนร้ายอีกคนกระโดดลงจากรถหลบหนีไปได้ ทางตำรวจได้รีบกันประชาชนที่หมอบกลางถนนและสัญจรไปมาให้พ้นจากสถานที่เกิดเหตุทันที จาการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบยาบ้า 32,000 เม็ด อาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม. 1 กระบอก และปลอกกระสุนจำนวนหนึ่ง

พ.ต.อ.ทรงกริช ออนตะไคร้ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ทางพล.ต.ท.ประจวบ วงค์สุข ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี รอง ผบช.5 มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ดำเนินการกวาดล้างยาเสพติดอย่างเด็ดขาดและจริงจัง เนื่องจากมียาบ้าระบาดเข้ามาในภาคเหนือจำนวนมาก

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้จับกุมกลุ่มค้ายาเสพติดได้ 2 คน กระทั่งขยายผลทราบว่า มีนายทุนรายใหญ่อยู่เบื้องหลัง จึงวางแผนให้ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม ทำการล่อซื้อยาบ้าเพิ่มและให้นำมาส่งบริเวณจุดปะทะในวันนี้ โดยเอเย่นต์ได้จัดส่งยาให้ลูกน้อง 2 คนนำยาบ้ามาส่่ง เมื่อมาถึงปรากฏว่า คนร้ายไหวตัวทันและขับรถพุ่งชนรถจักรยานยนต์ตำรวจกระเด็นและลากไป ก่อนชนรถกระบะสีดำของตำรวจที่จอดขวางไว้ และคนร้ายได้ชักปืนยิงต่อสู้ตำรวจทันที

พ.ต.อ.ทรงกริช กล่าวต่อว่า ตำรวจได้ยิงล้อรถยนต์จนรถคนร้ายเสียหลักตกหนองน้ำข้างทาง คนร้ายถูกวิสามัญไป 1 ราย คือ นายฐณธรณ์ ชูกิจประเสริฐกุล อายุ 31 ปี บ้านเดิมเลขที่ 30/2 ซอยทุ่งอาทิตย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ลำพูน และหนีรอดไปได้ 1 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทราบแล้วว่า ผู้บงการค้ายาเสพติดรายนี้คือใคร และได้ส่งชุดสืบสวนไปเฝ้าประกบไว้แล้ว จากนั้นจะขอหมายค้้นและขอหมายจับต่อไป

“สำหรับเหตุการณ์ในวันนี้ ทางตำรวจต้องขอโทษประชาชนที่สัญจรไปมาบริเวณถนนดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ปกครองเด็กนักเรียนที่กำลังไปรับลูก และมาประสบกับเหตุการณ์ ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามยุทธวิธี เน้นความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ” พ.ต.อ.ทรงกริช กล่าว

ทางด้านผู้ปกครองเด็กนักเรียนที่ประสบเหตุ เปิดเผยว่า ตนกำลังไปรับลูกกลับจากโรงเรียน พอมาถึงที่เกิดเหตุเห็นรถกระบะขับขวางกลางถนน รถกระบะชนจักรยานยนต์ และมีเสียงตะโกนให้ผู้สัญจรบริเวณถนนดังกล่าวหมอบลง ประชาชนที่ใช้จักรยานยนต์มารับบุตรหลานพากันหมอบกลางถนน และเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะ ๆ ตอนนั้นตกใจมาก ลูกซ้อนจักรยานยนต์อยู่ด้านหลังก็ร้องไห้ด้วยความตกใจ ตนตัดสินใจขี่จักรยานยนต์รีบออกให้พ้นที่เกิดเหตุ เพราะกลัวกระสุนมาถูกตนกับลูก ตอนนั้นไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ยิ่งเพิ่งมีเหตุคนร้ายกราดยิงที่ จ.นครราชสีมา ทำให้หวาดกลัวมาก

ไม่เคยช็อกเท่านี้! น้า-หลานตะลึง จระเข้นอนอาบแดด ริมคลอง ประมงจังหวัดมายันเอง

จระเข้นอนอาบแดด วันที่ 3 ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าชาวบ้านว่า พบจระเข้น้ำจืดตัวขนาดใหญ่ นอนอาบแดดริมคลองชลประทานตรงข้ามโรงงานผลิต ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค บ้านทุ่งแผก หมู่ 7 ต.กบินทร์ อ.กบินทร์ จ.ปราจีนบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมผู้ใหญ่บ้าน และประมงอำเภอกบินทร์บุรี

ที่คลองดังกล่าวพบว่ามีความกว้าง 4 เมตร สภาพหน้าแล้งน้ำเริ่มแห้ง มีน้ำลึกราว 1.50 เมตร พบร่องรอยเลื้อยคลานของจระเข้อยู่ริมตลิ่งเห็นเป็นรอยเห็นชัด สภาพใหม่ชัดเจน โดยมีชาวบ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านประมงอำเภอ 10 คนกำลังเฝ้าดูอยู่เป็นจุดๆ และมีคนหาปลาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเห็นจระเข้อยู่ในคลองนี้จริงมากกว่า 2 ตัว ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ยาว 2 เมตร กับขนาด 3 เมตร

จากการสอบถาม นายก้องเกียรติ บุตรสันต์ อายุ 28 ปี และ ด.ช.ธีรพร โพธิศรีเมือง อายุ 13 ปี ซึ่งเป็นน้าหลานกัน กล่าวว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ขณะที่กำลังออกมาหาปลา ก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างนอนอาบแดดอยู่ริมตลิ่ง เมื่อมองดูชัดๆ ถึงกับตกใจ เมื่อรู้ว่าเป็นจระเข้จึงรีบบอกให้คนรู้ทันที

ด้าน นายอายุวัฒน์ อนุตรอริยกุล ประมงอำเภอกบินทร์บุรี เปิดเผยว่า หลังจากรับแจ้งลงมาดูที่เกิดเหตุ พบเห็นจระเข้ด้วยตาตนเองจริง และได้รายงานให้นายอำเภอกบินทร์บุรีทราบตามลำดับชั้นแล้ว จระเข้ที่พบเห็นมีตัวใหญ่เท่าลำตัวคนยาว 3 เมตร น้ำหนักราว 30-40 กิโลกรัม

ไม่ทราบว่าหลุดมาจากที่ใด หรือคาดว่าน่าจะอยู่ที่นี่ในธรรมชาติมานานแล้ว ขณะนี้ได้ประสานไปยังชุดจับกุมจระเข้จากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (ชุดชาละวัน) มาช่วยจับแล้วคาดว่าคืนนี้เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวจะเดินทางมาถึงและจะออกสำรวจและจับจระเข้โดยเร็ว คาดว่าน่าจะไม่มีปัญหาอะไรเพราะชุดนี้มีความรู้และชำนาญในการจับจระเข้