realreadingnews.com เว็บสำหรับคนอ่านข่าวจริง

ข่าวเด่น ข่าวจริง ข่าวกล่องแพคเกจจิ้งและบรรจุภัณฑ์

เดือน: สิงหาคม 2021

ปส. บุกค้นบ้านเครือข่ายยาเสพติดไอช์ สระบุรี มูลค่าทรัพย์สินกว่า 50 ล้าน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2564 พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พร้อมทีมงานอาวุธครบมือ สนธิกำลังกับฝ่ายความมั่นคง (ทหาร) พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ ผบก.ภ.จว.สระบุรี นายยุทธนินทร์ สุวรรณอำไพ ปลัดเทศบาลเมืองสระบุรี ผู้แทนสำนักงานคณะป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเปิดยุทธการ “สยบไพรี 64/12” ตอน ทวงทรัพย์สินคืนแผ่นดิน นำหมายศาล เข้าตรวจค้นบ้าน (น้ำผึ้งประภัสสร) เลขที่ 35/4-9 ถ.เทศบาล 1 ต.ปากเพรียว อ.เมือง จังหวัดสระบุรี ซึ่งเปิดเป็น บริษัท ฮันนี่กู๊ดจำกัด ประกอบธุรกิจ การเลี้ยงผึ้งผลิตน้ำผึ้ง และบ้านพักอาศัยรวม 6 หลัง

จากข้อมูลพบว่า เป็นของนายสันติ เชิงสมอ หรือไอซ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองฯ และสมคบเพื่อกระทาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยจากการเข้าตรวจค้น พบ นายขวัญชัย เชิงสมอ อายุ 49 ปี บิดาของนายสันติ และเครือญาติ อาศัยอยู่ภายในบ้าน แต่ไม่พบตัวนายสันติ นายขวัญชัย พ่อของนายสันติ อ้างว่า ไม่ได้เจอนายสันติมาหลายปีแล้ว และจากข้อมูลพบว่า เครือญาติดังกล่าวมีความเชื่อมโยงในการถือครองทรัพย์สินแทนผู้ต้องหา

ซึ่งนายขวัญชัย อ้างอีกว่าโรงงานผลิตน้ำผึ้งสืบทอดกิกจการมาจากบิดา นานกว่า 30 ปีมาแล้ว ส่วนบ้านพักอาศัยก็ได้กู้เงินธนาคารมาก่อสร้าง จากนั้นเข้าตรวจค้น โรงงานบรรจุน้ำผึ้ง และบ้านพัก พบ เงินสด และทองคำ จำนวนมาก ซึ่งญาติของนายสันติ อ้างว่า มาจากการทำธุรกิจค้าส่งน้ำผึ้ง และขายออนไลน์ และ จากการเข้าตรวจค้นเฉพาะจุดนี้ พบทรัพย์สินทั้งบ้าน รถยนต์หรู ทองคำ และเงินสดในตู้เซฟกว่า 900,000 บาท (เก้าแสนบาท) คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 50 ล้านบาท

สำหรับ นายสันติ หรือไอซ์ ผู้ต้องหาที่เป็นเป้าหมายของการเข้าจับกุมครั้งนี้ จากการสืบสวนทราบว่า เป็นตัวการใหญ่ในการสั่งการ ทั้งสั่งยาเสพติดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน และสั่งการในการขนยาเสพติด รวมถึงมีอิทธิพลในการสั่งผลิตยาเสพติดจากประเทศเพื่อบ้านแล้วนำเข้ามาได้โดยตรงด้วย และมักจะฟอกเงินด้วยการซื้อรถหรู ส่งไปประเทศเพื่อนบ้าน และตรวจสอบเส้นทางการเงินตั้งแต่ปี 2560 พบมีเงินหมุนเวียน 122 ล้านบาท

พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบช.ปส. เปิดเผยว่า การเข้าจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากการขยายผลการจับกุม นายขจรศักดิ์ เจ็นเชี่ยวชาญ หรือ เต้ย กับ พวกรวม 5 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า บรรณจุอยู่ใน ถุงฝาเกลียว ซองฝาเกลียว กว่า 3.5 ล้านเม็ด ที่ อ.บางบัวทอง จว.นนทบุรี เมื่อปี 2562 จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สืบสวนขยายผลจนทราบว่า มีนาบสันติ เป็นผู้สั่งการของเครือข่ายนี้ และเป็นเครือข่ายเดียวกับนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ ที่ชื่อหนูเฉิน และเครือข่ายยาเสพติดภาคตะวันออก (กุ๊กระยอง) ซึ่งนายสันติ เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่สืบทอดกับ แก๊งจำหน่ายยาเสพติดชื่อดัง (แฝดนรก) ที่ถูกปลิดชีพไปก่อนหน้านี้แล้วทั้งคู่ กำลังฮึกเหิมชอบสะสมอาวุธ พร้อมต่อสู้กับเจ้าหน้าที่

ล่าสุดทราบว่าหลบหนีการจับกุมไปกบดานอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน พล.ต.ท. มนตรี เปิดเผยอีกว่า ในขณะเดียวกันการเข้าปฏิบัติการยุทธการสยบไพรี 64/12 ทวงคืนทรัพย์แผ่นดิน ในครั้งนี้ ได้เข้าปฏิบัติการพร้อมกัน 30 จุดทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากเป้าหมายสำคัญที่ จ.สระบุรีแล้ว ยังมีที่ จ.ชลบุรี สามารถจับกุม น.ส.กมลเนตร เจียมเกต ภรรยานายสันติ ใน ข้อหา ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันต้ังแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน โดยจากข้อมูลการสืบสวนทราบว่า ทำหน้าที่ทำธุรกรรมทางการเงินให้เครือข่ายนายสันติและสามารถยึดเงินสดในตู้เซฟได้ 6 ล้านบาท

สยบไพรี ลุยค้น 30จุดทั่วประเทศ จับเมีย พ่อค้ายาเสพติด ยึดของกลางอื้อ

สยบไพรี ลุยค้น 30จุดทั่วประเทศ จับเมีย พ่อค้ายาเสพติด ยึดของกลางอื้อ

เปิดยุทธการ สยบไพรี ลุยค้น 30 จุดเป้าหมายสำคัญทั่วประเทศ ทวงคืนทรัพย์แผ่นดิน บุกรวบเมีย พ่อค้ายาเสพติด รายใหญ่ ยึดของกลางเพียบ

เมื่อเวลา 06.10 น. วันที่ 26 ส.ค.2546 เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ปส.) เปิดปฏิบัติการ “สยบไพรี” นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่ หลังโรงงานผลิตกล่องพัสดุ กล่องไปรษณีย์ ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี ซึ่งเปิดเป็นบริษัทฯ ประกอบธุรกิจการเลี้ยงผึ้งและผลิตน้ำผึ้ง โดยภายในพื้นที่ดังกล่าวมีบ้านพักอาศัยรวม 6 หลัง ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดพบว่ บ้านหลังดังกล่าวเป็นของ นายไอซ์ (นามสมมุติ) ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองฯ และสมคบเพื่อกระทาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

จากการเข้าตรวจค้นพบพ่อของ นายไอซ์ และเครือญาติ พักอาศัยอยู่ภายในบ้าน แต่ไม่พบตัวนายไอซ์ โดยพ่อของนายไอซ์ ระบุว่า ไม่ได้เจอลูกชายมาหลายปีแล้ว และจากข้อมูลพบว่า เครือญาติดังกล่าวมีความเชื่อมโยงในการถือครองทรัพย์สินแทนผู้ต้องหา และจากการเข้าตรวจค้นโรงงานน้ำผึ้ง และบ้านพัก เจ้าหน้าที่พบเงินสด และทองคำจำนวนมาก ซึ่งญาติของ นายไอซ์ อ้างว่า ทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากการทำธุรกิจค้าขายออนไลน์

เปิดยุทธการ สยบไพรี ลุยค้น 30 จุดเป้าหมายสำคัญทั่วประเทศ ทวงคืนทรัพย์แผ่นดิน

ขณะที่ พ่อของนายไอซ์ อ้างว่า โรงงานน้ำผึ้งแห่งนี้เปิดกิจการมาแล้วกว่า 30 ปี และบ้านพักอาศัยใช้เงินกู้ยืมมาปลูกบ้าน โดยจากการเข้าตรวจค้นเฉพาะจุดนี้ พบทรัพย์สินทั้งบ้าน รถยนต์หรู ทองคำ และเงินสดจำนวนมาก

สำหรับ นายไอซ์ ผู้ต้องหาที่เป็นเป้าหมายของการเข้าจับกุมครั้งนี้ จากการสืบสวนทราบว่า เป็นตัวการใหญ่ในการสั่งการ ทั้งสั่งยาเสพติดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน และสั่งการในการขนยาเสพติด รวมถึงมีอิทธิพลในการสั่งผลิตยาเสพติดจากประเทศเพื่อบ้าน แล้วนำเข้ามาได้โดยตรงอีกด้วย และมักจะฟอกเงินด้วยการซื้อรถหรู ส่งไปประเทศเพื่อนบ้าน และตรวจสอบเส้นทางการเงินตั้งแต่ปี 2560 พบว่า มีเงินหมุนเวียนกว่า 122 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การเข้าตรวจค้นครั้งนี้ สืบเนื่องจากการขยายผลการจับกุม นายขจรศักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) พร้อมพวกรวม 5 คน โดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางยาบ้า ได้กว่า 3.5 ล้านเม็ด ในพื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อปี 2562 จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามสืบสวนขยายผลจนทราบว่า ตัวการใหญ่คือ นายไอซ์ เป็นผู้สั่งการของเครือข่ายนี้ และเป็นเครือข่ายเดียวกับนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่ชื่อ “หนูเฉิน” อีกด้วย

ขณะเดียวกันการเข้าปฏิบัติการยุทธการ “สยบไพรี” 64/12 ทวงคืนทรัพย์แผ่นดิน ในครั้งนี้ ได้เข้าปฏิบัติการพร้อมกัน 30 จุดทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากเป้าหมายสำคัญในพื้นที่ จ.สระบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้บุกเข้าค้นเป้าหมายใน จ.ชลบุรี อีกด้วย โดยสามารถจับกุม น.ส.น้ำ (นามสมมุติ) ภรรยาของนายไอซ์ เอาไว้ได้ พร้อมแจ้งข้อหา “ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกัน ต้ังแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน” โดยจากข้อมูลการสืบสวนทราบว่า ภรรยาของนายไอซ์ ทำหน้าที่ทำธุรกรรมทางการเงิน ให้กับเครือข่ายค้ายาดังกล่าว

2 ชั่วโมง สยบเพลิงดาดฟ้าตึกสูง 33 ชั้น ที่กำลังก่อสร้าง

เมื่อเวลา 23.04 น. วานนี้ (23 ส.ค. 64) พ.ต.ท.ไพรัช ทองดอนน้อย สว.สอบสวน สน.บางซื่อ รับแจ้งเหตุไฟไหม้ อาคาร เอส โอเอซิส (S OASIS) ของบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ถนนวิภาวดีรังสิตซอย 9 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. จึงได้ไปตรวจสอบ พร้อม พล.ต.ต.อัศวยุทธ นุชพุ่ม ผบก.ประจำ บช.น. รักษาราชการแทน ผบก.น.2 พ.ต.อ.กฤษฎางค์ จิตตรีพล ผกก.สน.บางซื่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางซื่อ รถดับเพลิงจากสถานีดับเพลิงและกู้ภัยสุทธิสาร และรถกระเช้าจากสถานีดับเพลิงและกู้ภัยคลองเตย

ที่เกิดเหตุ ลักษณะเป็นอาคารสำนักงาน ความสูง 33 ชั้น อยู่ระหว่างกำลังก่อสร้าง ที่บริเวณดาดฟ้าด้านซ้ายของตัวอาคาร ซึ่งมีการปรับพื้นที่ และเป็นที่เก็บไม้แบบจำนวนมาก พบไฟกำลังลุกไหม้ทั้งไม้ วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง โครงเหล็กที่ใช้ค้ำยัน และนั่งร้านที่ใช้ในการก่อสร้าง มีแสงเพลิงและกลุ่มควันสีดำจำนวนมากพวยพุ่งขึ้นท้องฟ้า และมีสะเก็ดไฟปลิวว่อนร่วงหล่นลงมาตามถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออกต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ต้องปิดการจราจรบริเวณถนนวิภาวดีขาออกที่จะตัดไปทางสะพานควาย เพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ เนื่องจากที่เกิดเหตถอยู่บนชั้นสูงสุดของอาคาร ทำให้เจ้าหน้าที่มีอุปสรรคไม่สามารถเข้าควบคุมเพลิงได้โดยตรง จึงต้องใช้ลิฟต์ของคนงานก่อสร้างขึ้นไปบนอาคาร และเดินขึ้นบันไดฉุกเฉินไปยังชั้นดาดฟ้า รวมถึงให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงขึ้นรถกระเช้าเพื่อฉีดน้ำใส่ตัวอาคาร ใช้เวลาควบคุมเพลิงนานเกือบ 2 ชั่วโมง เพลิงจึงสลบ เบื้องต้นความเสียหายอยู่เพียงบริเวณชั้นดาดฟ้าเท่านั้น ไม่ลุกลามข้างเคียง

พล.ต.ต.อัศวยุทธ กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุ ไม่มีคนงานทำงานแล้ว มีเพียงรปภ. ที่เข้าเวรแล้วเห็นเหตุการณ์ ว่า เพลิงเริ่มลุกไหม้ไม้ที่ใช้เวลาทำแบบ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี จากนั้น ไฟได้ลุกไหม้นั่งร้านและตัวเหล็กค้ำยันที่อยู่ฝั่งด้านซ้ายของตัวอาคาร เบื้องต้นได้กันพื้นที่เกิดเหตุไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ โดยในวันนี้จะประสานเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.)เข้าตรวจสอบ รวมถึงจะให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบโครงสร้าง ว่า ได้รับผลกระทบหรือไม่

ด้าน นาย ธีระยุทธ ภูมิภักดิ์ รองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ตอนนี้เพลิงสงบแล้ว อุปสรรคการทำงานครั้งนี้ คือบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีแหล่งน้ำ เนื่องอาคารอยู่ระหว่างก่อสร้าง แหล่งน้ำในอาคารเลยยังไม่สมบูรณ์ จึงต้องลำเลียงถังดับเพลิงและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงผ่านลิฟต์ขึ้นไป แล้วใช้ถังดับเพลิงดับไฟ มีเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติการประมาณ 40 คน โชคดีที่ไฟไหม้ที่นั่งร้าน สแลนกันฝุ่น ไม่ได้ลุกลามข้างเคียง

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่คาดว่าสาเหตุอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณตู้ไฟที่อยู่บนชั้นดาดฟ้า เนื่องจากขณะเกิดเหตุไม่มีคนงานก่อสร้างอยู่ เพราะหยุดก่อสร้างตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีเพียงเจ้าหน้าที่ดูแลอาคาร 1 คน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีก 2 คนเท่านั้นที่อยู่บริเวณด้านล่างตัวอาคาร อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ เพื่อหาสาเหตุอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณข้าง ร้านเทปใส เทปกาว ด้านหน้าอาคารที่เกิดเหตุมีป้ายระบุรายละเอียดโครงการ ว่า อาคารดังกล่าว สูง 33 ชั้น ชั้นใต้ดิน 1 ชั้น ก่อสร้างเพื่อให้เป็นอาคารสำนักงานพาณิชยกรรมและอาคารจอดรถ โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 16 ก.ย.62 จะสิ้นสุดโครงการวันที่ 15 ก.ย.64

ชนแหลก! หนุ่มซิ่งปิกอัพชนจยย. เสียหลักพุ่งเข้าร้านค้าเสยพังยับ ดับสลด 2 ศพ

ชนแหลก! หนุ่มซิ่งปิกอัพชนจยย. เสียหลักพุ่งเข้าร้านค้าเสยพังยับ ดับสลด 2 ศพ

ชนแหลก! หนุ่มซิ่งปิกอัพชนจยย. เหลือแต่ซาก คนขี่ดับ ก่อนเสียหลักพุ่งเข้าร้านค้าเสยพังยับ ชนเจ้าของร้านสิ้นใจคาที่ เผยนาทีระทึก ช็อกรถวิ่งเข้าร้าน

เมื่อเวลา 18.20 น. วันที่ 22 ส.ค.64 ร.ต.อ.เฉลิมพล พลเยี่ยม รอง สว.สส.(สอบสวน) สภ.เกาะเปริด จ.จันทบุรี ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุกู้ภัย สมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรีว่ามีอุบัติเหตุ รถกระบะเฉี่ยวชนรถจยย. และพุ่งชนร้านค้าข้างทางทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เหตุเกิดบนถนนหลวง 3151 หลังโรงงานผลิตตัวตัดเทป ที่ตัดเทป เชื่อมถนนเฉลิมบูรพาชลทิศ พื้นที่หมู่ 5 ต.เกาะเปริด อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวร รพ.แหลมสิงห์ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ

ที่เกิดเหตุพบซากรถจยย. สีดำ ไม่ทราบรุ่น หมายเลขทะเบียน ฬอพ-439 กรุงเทพมหานคร สภาพถูกชนพังเป็นเศษเหล็กเสียหายทั้งคัน ล้มอยู่ข้างทาง ใกล้กันพบผู้เสียชีวิตชาย 1 ราย ทราบชื่อคือ นายรุ่ง ถมยา อายุ 55 ปี พ่อค้าขายกล้วยทอด สภาพถูกชนร่างอัดติดอยู่กับเสาป้ายบอกทางโค้ง ห่างไปประมาณ 20 เมตร พบรถกระบะอีซูซุ ดีแมกซ์ สีดำ หมายเลขทะเบียน บห-5821 จันทบุรี อยู่ในลักษณะพุ่งเข้าไปชนกับอาคารห้องแถว ซึ่งเปิดเป็นร้านค้าข้างทาง พังถล่มลงมาทั้งแถบ

โดยในรถพบคนขับเป็นชาย อายุประมาณ 35-40 ปี อยู่ในอาการมึนงง และไม่ยอมเปิดปากให้ข้อมูลกับทางตำรวจ จึงควบคุมตัวขึ้นรถไปสอบสวนที่โรงพัก นอกจากนี้ยังพบศพ นายจิตร บำรุงศิลป์ อายุ 75 ปี เป็นเจ้าของร้านค้า เสียชีวิตอยู่ใต้ซากม้าหินอ่อน บริเวณหน้ารถกระบะ

จากการสอบสวน นายกมล ฉ่ำฉวย อายุ 52 ปี ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนและ นายจิตร รวมทั้งเพื่อนบ้านอีก 4-5 คน กำลังนั่งคุยกันอยู่หน้าร้าน จากนั้นได้ยินเสียงโครมดังมาจากหน้าถนน จึงลุกขึ้นยืนดูก็เห็นรถกระบะ
กำลังพุ่งตรงเข้ามาทางกลุ่มของตนกับเพื่อน ทำให้ต่างพากันรีบกระโดดหนีไปคนละทิศละทาง ขณะที่ นายจิตร ที่นั่งไขว้ขาอยู่บนโต๊ะหินอ่อนกระโดดหนีไม่ทัน จึงถูกรถกระบะพุ่งชนจนเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม สาเหตุยังอยู่ในระหว่างการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นเจ้าของคดีได้ตรวจสอบบันทึกภาพ ร่องรอยในที่เกิดเหตุพร้อมสอบปากคำพยานแวดล้อมบันทึกไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกันนี้ได้คุมตัวคนขับรถกระบะไปตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์และสารเสพติด ตลอดจนสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อสรุปหาสาเหตุที่แท้จริง ก่อนดำเนินการต่อไป

คาร์ม็อบทะลุฟ้ายื่นหนังสือ 3 สถานฑูต – บรรยากาศการชุมนุมแยกดินแดง

คาร์ม็อบทะลุฟ้ายื่นหนังสือ 3 สถานฑูต - บรรยากาศการชุมนุมแยกดินแดง

เมื่อวานนี้มวลชนม็อบทะลุฟ้า นัดทำกิจกรรมคาร์ม็อบสัญจร ยื่นหนังสือทะลุโลก เปิดโปงทรราช ให้ต่างชาติได้รับรู้ โดยเริ่มรวมตัวกันตั้งแต่เวลา 10:00 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เคลื่อนขบวน ไปยื่นหนังสือต่อสถานทูตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทย และแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โจมตีการทำงานของรัฐบาล โดยมุ่งเป้าไปที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง โดยไม่มีเงื่อนไข

มวลชนเริ่มเคลื่อนออกจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เวลาประมาณ 10:50 น. โดยกลุ่มรถจักรยานยนต์ และตามด้วยรถยนต์ ตามเส้นทางจะมีการบีบแตรไปตามท้องถนน มุ่งหน้าสถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อยื่นหนังสือ ร้องเรียนเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่รัฐ ใช้ปฏิบัติการทางกฎหมายในการสลายการชุมนุมของประชาชน จึงเป็นการขัดต่อสนธิสัญญาเจนิวา ที่ประเทศไทยร่วมลงนามกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และประเทศที่เกี่ยวข้อง เมื่อถึงสถานทูตผู้ชุมนุมได้ผูกป้ายผ้ากับแผงเหล็ก ก่อนจะส่งตัวแทนมวลชนเข้าไปยื่นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ตัวแทนของสถานเอกอัครราชทูต

จากนั้นเคลื่อนขบวนต่อไปยังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา เพื่อร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีการจัดสรรวัคซีนที่ได้รับมอบจากรัฐบาลอเมริกา ซึ่งเป็นวันซีน mRNA แต่รัฐบาลไทยกลับมีการนำวัคซีนไปแจกจ่ายแก่กำลังพลในกองทัพ แทนที่จะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า เพื่อรับมือกับโรคโควิด-19 และตัวแทนมวลนำหนังสือยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ของสถานเอกอัครราชทูต พร้อมกับมอบพวงมาลัยดอกดาวเรือง โดยสถานทูตทั้ง 2 แห่ง มีกำลังของตำรวจสันติบาล สน.ลุมพินี และกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 มาดูความเรียบร้อย

และในช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. มวลชนเคลื่อนขบวนไปที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีที่รัฐบาลไทย จัดหาวัคซีนซิโนแวค จากบริษัทซิโนแวค ไบโอเทคจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนจีน จำนวนทั้งสิ้น 24.55 ล้านโดส ซึ่งเป็นวัคซีนที่คุณภาพต่ำ ไม่สามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าได้ แต่สถานทูตจีน มีเพียงการส่งหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย ออกมารับเอกสารแทนเท่านั้น ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัย โดยกำลังตำรวจสันติบาล สน.ห้วยขวาง และกองบังคับการตำรวจนครบาล 3 เข้ามาดูแลความเรียบร้อย

และระหว่างนั้นได้เกิดเหตุกระทบกระทั่งกันขึ้นเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าห้ามปราบ กลุ่มมวลชนที่นำสติกเกอร์ ป้ายข้อความติดรอบรถกระบะของตำรวจสันติบาล ทำให้มวลชนไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เกิดเหตุบานปลายขึ้นแต่อย่างใด

ภายหลังมวลชนเคลื่อนขบวนคาร์ม็อบสัญจร ยื่นหนังสือครบทั้ง 3 สถานทูตแล้ว ผู้ชุมนุมได้ร่วมกันเล่นดนตรี ร้องเพลง และปราศรัย ที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตจีน ก่อนที่แกนนำจะประกาศยุติการชุมนุมลงในเวลา 14.00 น.

ด้าน นายนวพล ต้นงาม หรือ “ไดโน่” แกนนำกลุ่มทะลุฟ้า เปิดเผยว่า ให้จับตาดูวันหยุดเสาร์-อาทิตย์นี้ อาจจะมีการไปยื่นหนังสือสถานที่ราชการบางแห่ง เกี่ยวกับการดูแลผู้ต้องขัง หลังจากมีผู้ชุมนุมที่ถูกจับ ติดโควิด-19 ในเรือนจำ พร้อมกับย้ำว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุฟ้า ยึดหลักสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง ส่วนเหตุการณ์ที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง มีการชุมนุมทุกวันนั้น ยืนยันว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเคลื่อนไหวเรียกร้อง

ส่วนที่บริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดง กลุ่มวัยรุ่นที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มม็อบอิสระ และกลุ่มม็อบทะลุแก๊ส ได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปรวมตัวกันเหมือนหลายวันที่ผ่านมา โดยเริ่มทยอยมากันตั้งแต่เวลา 16:00 น. เปิดฉากปาประทัดยักษ์ ขว้างปาก้อนหิน ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ ลูกแก้ว หัวน็อต และระเบิดปิงปองขึ้นไปบนทางด่วน ใส่เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน แต่ปรากฏว่าวันนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้ากระชับพื้นที่ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.10 น. ตรึงกำลังเดินเรียงแถวหน้ากระดาน ลงมาจากฝั่งสะพานข้ามแยกไปทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และทางฝั่งตู้คอนเทนเนอร์ ถนนวิภาวดีขาออก ทำให้มวลชนพากันขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปคนละทิศละทาง

ซึ่งวันนี้เจ้าหน้าที่ไม่ปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อเหมือนกับหลายๆ วันที่ผ่านมา และยังคงตรึงกำลังอยู่โดยรอบจุดที่มีการปะทะกัน เนื่องจากยังมีมวลชนขี่รถวนเวียน ทั้งนี้หลังจากที่ผู้ชุมนุมได้สลายตัว มีการตรวจพบวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง ไปป์บอมบ์ ที่ถูกขว้างจากฝั่งผู้ชุมนุมเข้าไปบริเวณแนวตั้งตู้คอนเทนเนอร์ จึงมีการประสานเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด หรือ EOD เข้าตรวจสอบเพิ่มเติม เพราะคาดการณ์ว่าน่าจะมีระเบิดที่ยังไม่ทำงานตกอยู่อีกหลายลูก

แม้ว่ากลุ่มวัยรุ่นส่วนใหญ่จะสลายตัว แต่ยังมีบางส่วนรวมกลุ่มขี่รถจักรยานยนต์เร่งเครื่อง บีบแตร ปาประทัดยักษ์ ระเบิดปิงปอง และจุดไฟเผา เป็นการยั่วยุเจ้าหน้าที่ ทำให้ชุดควบคุมฝูงชนต้องยิงก๊าซน้ำตา พร้อมกับประกาศให้แยกย้าย เนื่องจากเป็นพื้นที่ควบคุม ขณะที่มวลชนมีการตะโกนตอบโต้ว่าจะกลับมารวมกลุ่มชุมนุมที่สามเหลี่ยมตาลีบัน หรือสามเหลี่ยมดินแดง ในช่วงเย็นของทุกวันจนกว่าจะได้รับชัยชนะ

พลตำรวจตรีปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล และ พันตำรวจเอกกฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงสรุปสถานการณ์การชุมนุมในวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยผู้ชุมนุมกลุ่มหมู่บ้านทะลุฟ้าเคลื่อนขบวนไปสถานเอกอัครราชทูต 3 แห่ง เหตุการณ์ปกติดีไม่มีความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม การชุมนุมอีกส่วนที่แยกดินแดง พบว่ามีความพยายามจะฝ่าแนวกั้นตำรวจ โดยการใช้ประทัดยักษ์, พลุเพลิง และระเบิดขวด ขว้างปาใส่ตำรวจ และที่สำคัญคือพบว่ามีการใช้ไปป์บอมบ์มาก่อเหตุในการชุมนุมด้วย เพราะพบของกลางตกอยู่ในพื้นที่การชุมนุม

ส่วนการชุมนุมในครั้งนี้ มีการจับกุมผู้ชุมนุมที่ทำผิดกฎหมายได้ไม่ต่ำกว่า 15 คน ในจำนวนนั้นตรวจค้นพบของกลาง ระเบิดปิงปอง, เครื่องกระสุน ใส่ในกระเป๋าฟู้ดไรเดอร์ยี่ห้อหนึ่ง จึงควบคุมตัวทั้งหมดไปดำเนินคดี

ผบช.สตม. มอบอาหาร-ชุดป้องกันโควิดให้ 4 ชุมชน ตามโครงการตร.ห่วงใย ใส่ใจประชาชน

ผบช.สตม. มอบอาหาร-ชุดป้องกันโควิดให้ 4 ชุมชน ตามโครงการตร.ห่วงใย ใส่ใจประชาชน

ผบช.สตม. มอบอาหาร-ชุดป้องกันโควิดให้ 4 ชุมชนกลางกรุง ตามโครงการ “ตำรวจห่วงใย ใส่ใจประชาชน”

วันที่ 16 ส.ค.64 พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วยพล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบก.ตม.3 พ.ต.อ.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ รอง ผบก.ตม.3 พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ รอง ผบก.ตม.3 ร่วมกับ สน.วัดพระยาไกร โดยพ.ต.อ.ธงชัย บัวรังษี ผกก.สน.วัดพระยาไกร มอบอาหารกล่อง,น้ำดื่ม,ถุงฝาเกลียว ซองฝาเกลียว,น้ำจิ้มสุกี้ 500 ชุด

โดยมีภาคเอกชนมาร่วมบริจาคสิ่งของในครั้งนี้ ประกอบด้วย คุณโกมล ลาภพรหมรัตนะ ประธาน กต.ตร.สน.วัดพระยาไกร บริจาคหน้ากากอนามัยจำนวน 5,000 ชิ้น คุณวัฒนา ดำรงทรัพย์ไพศาล ประธานกรรมการ บริษัท อาซากิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริจาคหน้ากากเฟสชิลด์ จำนวน 500 ชุด

ทั้งหมดได้ร่วมกันมอบสิ่งของดังกล่าวให้แก่ทั้ง 4 ชุมชน (ชุมชนเมืองอยู่ดี, ชุมชนกิ่งจันทร์, ชุมชนปู่เหลี่ยม, ชุมชนหมู่บ้านเจริญสุขใจ) ที่ตั้งอยู่บริเวณ ถ.เจริญราษฎร์ แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ โดยมีตัวแทนชุมชนมาเป็นผู้รับมอบ ซึ่งจะนำไปแจกจ่ายให้แก่สมาชิกในชุมชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ต่อไป

พล.ต.ท.สมพงษ์ กล่าวว่า โครงการ “ตำรวจห่วงใย ใส่ใจประชาชน” ครั้งนี้ เป็นการสนองนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งในครั้งนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกับกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 และ สน.วัดพระยาไกร ร่วมกันให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และได้เน้นย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งให้กำลังใจเพื่อให้สามารถก้าวผ่านวิกฤติในครั้งนี้ไปด้วยกัน

จับวัยรุ่นปาร์ตีมั่วสุมฉลองวันเกิด ย่านอินทามระ

จับวัยรุ่นปาร์ตีมั่วสุมฉลองวันเกิด ย่านอินทามระ

พันตำรวจเอกภูริส จินตรานันท์ ผู้กำกับการ สน.สุทธิสาร เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้น 03.00 น. วันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา จากการแจ้งเบาะแสของชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุว่า มีกลุ่มวัยรุ่นมั่วสุมเช่ารีสอร์ต ในลักษณะเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค ประกอบกับตำรวจนครบาลมีการไล่ติดตามสะกดรอยกลุ่มวัยรุ่นที่เผา และทุบทำลายป้อมตำรวจในพื้นที่ สน.ดินแดงและพื้นที่ใกล้เคียง หลบหนีมาที่รีสอร์ตแห่งนี้

ตำรวจ สน.สุทธิสารจึงนำกำลังเข้าไปตอน 03.30 น. ที่ห้องเลขที่ 37 ชั้น 1 วีรีสอร์ต ซอยอินทามระ 47 แขวงรัชดาภิเษก เขตดินแดงใกล้โรงผลิต กล่องเบเกอร์รี่ กล่องเค้ก เมื่อไปถึงพบรถจักรยานยนต์จอดอยู่หน้าห้องเป็นจำนวนมาก ส่วนภายในห้องพบวัยรุ่นชายหญิงอายุตั้งแต่ 14-18 ปี รวม 28 คน กำลังนั่งมั่วสุมมีการมั่วสุมจัดปาร์ตี้งานวันเกิด แต่ละคนท่าทางพิรุธน่าสงสัย ตำรวจจึงขอตรวจค้นก็ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

หนึ่งในผู้ต้องหารับสารภาพว่า เป็นคนเปิดห้องพักดังกล่าวเพื่อจัดปาร์ตี้วันเกิดย้อนหลังให้เพื่อน 2 คน โดยเพื่อนๆ ก็ทยอยมารวมตัวกันตั้งแต่ช่วงค่ำ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ก่อนจะเรียกผู้ปกครองมารับทราบพฤติกรรม และเตรียมส่งฟ้องต่อศาลเยาวชนในวันนี้ ส่วนการตรวจสารเสพติดและตรวจหาเชื้อโควิด-19 จะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบวันนี้เช่นเดียวกัน

สำหรับเหตุการณ์ตำรวจบอกว่า ที่ออกมาให้ข่าวช้า เนื่องจากผู้ต้องหาส่วนหนึ่งไปร่วมชุมนุมทำลายทรัพย์สินด้วย จึงต้องปิดข้อมูลไว้ก่อนและเกรงว่าจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมมากดดันเหมือนที่ สน.ดินแดง จนมีเหตุลักษณะเดียวกัน

ไปตรวจโควิด! เทกระจาดดับ 3 สาหัส 6 กระบะลงข้างทางคว่ำหงายท้องล้อชี้ฟ้า

ไปตรวจโควิด! เทกระจาดดับ 3 สาหัส 6 กระบะลงข้างทางคว่ำหงายท้องล้อชี้ฟ้า

อุบัติเหตุสลด กระบะพาคนงานไปตรวจโควิด เสร็จแล้วมุ่งหน้ากลับที่พักกักตัวก่อนเริ่มงานใหม่ สุดท้ายมาไม่ถึง ลงข้างทางพลิกหงายท้องล้อชี้เทกระจาดคนงานดับ 3 สาหัส 6

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 13 ส.ค. 2564 ร.ต.ท.วสันต์ ทองวิจิตร รอง สว.(สอบสวน) สภ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร รับแจ้งอุบัติเหตุรถกระบะเสียหลักชนต้นไม้พลิกคว่ำมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสหลายหลาย ริมถนนสายในท่ามะเขือ-กำแพงเพขร หลังโรงงานผลิต ถุงห่อผลไม้ โรงงานผลิตถุงห่อผลไม้ หลัก กม.ที่ 81/800 บ้านแหลมยาง ต.วังบัว อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมอาสากู้ภัยสว่างกำแพงเพชร จุดคลองขลุง

ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะอีซูซุ ทะเบียน บจ 1480 ชัยนาท สภาพหงายท้องล้อชี้ฟ้า ตัวกระบะเกือบหักครึ่ง บนพื้นมีร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 8 ราย นอนกระจัดกระจาย เจ้าหน้าที่รีบลำเลียงส่งรพ.คลองขลุง แต่ 2 รายเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อคือ นายสุกรรณ์ อัคฮาต อายุ 57 ปี บ้านอยู่ ต.หัวนา อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู นายสุวรรณ นุ่มเกลี้ยง อายุ 55 ปี ต.หนองหลวง อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และ นายณัฐพงษ์ แพทย์เสลา อายุ 50 ปี ต.เมืองคง อ.คง จ.นครราชสีมา

 ดับ 3 กระบะคว่ำ

ดับ 3 กระบะคว่ำส่วนผู้บาดเจ็บมี นายนเรน บัวเพ็ชร์ อายุ 32 ปี คนขับ ต.วังไก่เถื่อน อ.หันคา จ.ชัยนาท นายเรืองชัย อัครฮาต อายุ 53 ปี ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น นายสถิต นาคเสน อายุ 59 ปี ต.พันดอน อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี นายพรสวัสดิ์ นาชัยฤทธิ์ อายุ 49 ปี ต.วังตามัว อ.เมือง จ.นครพนม นายวิชัย แก้วน้ำคำ อายุ 54 ปี ต.บ้านต้าย อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร และ นายทองสา ปะกิระคะ อายุ 44 ปี ต.ถาวรวัฒนา อ.ทรายทองวัฒนา จ.กำแพงเพชร

 ดับ 3 กระบะคว่ำ

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ทั้งหมดเป็นคนงานบริษัทรับเหมามาก่อสร้างโรงงานใน จ.กำแพงเพชรก่อนเกิดเหตุพากันไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่แล็บเอกชนที่ อ.ขาณุวรลักษบุรี ห่างจากที่พักประมาณ 30 ก.ม. เสร็จแล้วเดินทางกลับที่พักมากักตัวตามมาตรการป้องกันโควิดก่อนเริ่มทำงาน นั่งในรถมา 4 คน อีก 5 คนนั่งกระบะท้ายเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถเกิดเสียหลักลงข้างพลิกคว่ำเทกระจาดคนงานนั่งท้าย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดคนขับอาจเกิดอาการวูบ ซึ่งจะได้สอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สลด ไฟไหม้เพิงพัก ชายป่วยเบาหวานพิการตัดขาหนีไม่ทัน ถูกไฟคลอกเสียชีวิต

วันนี้ (11 ส.ค. 64) เวลา 01.30 น. พ.ต.ท.วุฒิ พุฒิพานนท์ สารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองสมุทรปราการ ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือและร้าน กล่องพัสดุ กล่องไปรษณีย์ ประชาชน และมีผู้เสียชีวิต ภายในซอยพร้อมนิมิตร บริเวณใต้ทางด่วนกาญจนาภิเษก หมู่ที่ 1 ต.บางเมืองใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จึงประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลบางเมือง จำนวน 3 คัน และสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ รุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นเพิงพักริมบ่อน้ำ ห่างไกลจากบ้านเรือนหลังอื่น โดยเพลิงกำลังโหมลุกไหม้เพิงพักดังกล่าวอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงระดมฉีดน้ำสกัดเพลิงที่กำลังลุกไหม้ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เพลิงจึงสงบ จากการตรวจสอบพบผู้เสียชีวิต 1 คน สภาพถูกไฟไหม้ดำเป็นตะโก ทราบชื่อต่อมา นายนพพร มั่งมี อายุ 65 ปี เป็นผู้ป่วยพิการตัดขา

จากการสอบถามเพื่อนบ้าน เล่าว่า ผู้ตายอยู่ที่เพิงพักดังกล่าวมานานแล้ว และเป็นผู้พิการตัดขา เนื่องจากป่วยเป็นเบาหวานมานานหลายปีแล้ว ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงโควิด-19 ระบาด จึงไม่มีใครเข้าไปหาผู้เสียชีวิต โดยตนเองคิดว่าผู้เสียชีวิตน่าจะเผาตัวเอง เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่นานผู้เสียชีวิตก็เคยผูกคอตายมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็มีคนช่วยไว้ได้

ส่วนชายเพื่อนบ้านอีกคน กล่าวว่า ผู้ตายอาจจะจุดยากันยุงแล้วล้มไปโดนขยะที่อยู่ในเพิงพักลุกไหม้ ประกอบกับเจ้าตัวพิการตัดขา ทำให้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จนถูกไฟครอกดังกล่าว แต่เรื่องที่ผู้ตายนั้นเคยผูกคอตายนั้นเป็นเรื่องจริง มีคนช่วยไว้ได้ ซึ่งสาเหตุจริงๆก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะจุดยากันยุง หรือเป็นการฆ่าตัวตาย

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่จะสอบสวนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อีกครั้ง ว่าสาเหตุเกิดมาจากการฆ่าตัวตาย หรือ เกิดจากการจุดยากันยุง เพื่อหาสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ที่แท้จริงต่อไป

ซ้อนแผนจับ 3หนุ่มขอนแก่น ขับเก๋งส่งยาบ้า1ล้านเม็ด ไอซ์2ก.ก. กลางเมืองอุดร อาชญากรรม

ซ้อนแผนจับ 3หนุ่มขอนแก่น ขับเก๋งส่งยาบ้า1ล้านเม็ด ไอซ์2ก.ก. กลางเมืองอุดร

ซ้อนแผนจับ 3หนุ่มขอนแก่น ขับเก๋งส่งยาบ้า1ล้านเม็ด ไอซ์ 2 ก.ก. กลางเมืองอุดร

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2564 ที่หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี ผบก.ภ.จ.อุดรธานี นายจำรัส กังน้อย รอง ผวจ.อุดรธานี , พ.ต.อ.พันธุ์เพ็ชร เหล่ากำเนิดเพชร ผกก.สส.ภ.จ.อุดรธานี , พ.ต.ท.สรพงษ์ งิมสันเที่ยะ รอง ผกก.สส.ภ.จ.อุดรธานี เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.อุดรธานี

ร่วมกันแถลงข่าว จับขบวนการลักลอบขนยาบ้าและซองใส่ขนม ซองใส่คุกกี้ ผู้ต้องหา 3 คน มีนายสมัคร อายุ 34 ปี นายเดชาธร อายุ 25 ปีและนายเอ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี ทั้งหมดเป็นราษฎร อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น

ซ้อนแผนจับ

พร้อมของกลางมียาบ้า 1 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 2 ก.ก. รถเก๋งฮอนด้า แจ๊ส สีขาว ทะเบียน ขฉ 3792 ขอนแก่น รถเก๋งโตโยต้า วีออส สีเงิน ทะเบียน ขจ 6947 ขอนแก่น โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเกท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย กฎหมาย”

พล.ต.ต.พิษณุ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.พันธุ์เพ็ชร ได้รับแจ้งจากสายลับว่า ได้มีนายตาล ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง ชาว จ.นครพนม ได้ติดต่อว่าจ้างให้ไปขนยาบ้า 1 ล้านเม็ดแล้วไปส่งที่ จ.หนองบัวลำภู โดยนายตาลจะให้ลูกน้องนำยาบ้ามาส่งให้สายลับ เวลา 04.30 น. วันที่ 4 ส.ค.ในปั๊ม ปตท.แห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครอุดรธานี

จึงวางแผนให้สายลับรับงานส่งยาบ้าล็อตนี้ ตำรวจจึงนำกำลังไปดักซุ่ม พอถึงเวลานัดหมาย พบนายสมัคร ขับรถเก๋งฮอนด้า แจ๊ส สีขาว มีนายเอ นั่งข้างคนขับ มาจอดในปั๊มน้ำมัน โดยมีนายเดชาธร ขับรถเก๋งโตโยต้า วีออส มาจอดสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ

ซ้อนแผนจับ

เมื่อนายสมัคร เห็นสายลับ ได้รีบเปิดประตูท้ายรถขนยาบ้า 1 ล้านเม็ด และยาไอซ์ เพื่อเอาไปใส่รถสายลับ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม แต่ทั้งหมดได้รีบขับรถหลบหนี ไปทางถนนมิตรภาพ (อุดรธานี –ขอนแก่น) ซึ่งตำรวจได้ไล่ติดตาม และจับกุมได้ทั้งหมดควบคุมตัวมาสอบสวน

จากการสอบสวน ทั้ง 3 คนต่างให้การรับสารภาพว่า พวกตนทำงานรับจ้างทั่วไป ต่อมาได้มีนายตาล ชาวนครพนม โทรจ้างพวกตนไปขนยาบ้า 1 ล้านเม็ด ไอซ์ 2 กิโลกรัม จาก จ.บึงกาฬ มาส่งที่ จ.อุดรธานี โดยเป็นคนนัดหมายสถานที่ให้

โดยนายสมัคร และนายเอ ขับรถเก๋งฮอนด้า แจ๊ส ไปรับยาบ้า นายเดชาธร ขับรถเก๋งโตโยต้า วีออส นำหน้าเพื่อตรวจสอบด่านตำรวจตามเส้นทาง นำยาบ้ามาส่งที่ ปั๊มน้ำมันใน จ.อุดรธานี เมื่อส่งยาบ้าเสร็จพวกตนได้ค่าจ้าง 8 หมื่นบาท แต่โอนมาให้ค่าน้ำมันก่อน 1 หมื่นบาท เมื่อมาถึงจุดนัดหมาย และส่งยาบ้าเสร็จ ตำรวจก็เข้ามาจับ ซึ่งพวกตนพึ่งทำเป็นครั้งแรกก็โดนจับ

พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี ผบก.ภ.จ.อุดรธานี เปิดเผยต่อว่า ฝากถึงประชาชนที่มีเบาะแส ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกกรณี สามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ตามที่เห็นสมควร หรือไว้ใจ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง กอ.รมน.

ขอรับรองว่าหน่วยงานราชการจะเก็บข้อมูลที่ประชาชนให้ไว้เป็นความลับที่สุด และนำไปขยายผลไปสู่การจับกุมและปรามปรามยาเสพติดในจังหวัดอุดรธานี เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเข้าไปในพื้นที่ชั้นในต่อไป