realreadingnews.com เว็บสำหรับคนอ่านข่าวจริง

ข่าวเด่น ข่าวจริง ข่าวกล่องแพคเกจจิ้งและบรรจุภัณฑ์

หมวดหมู่: ข่าวสาร

ทหาร-ฝ่ายปกครอง จับขบวนการแรงงานพม่า หนีเข้าไทย 47 คน สารภาพเสียคนละเป็นหมื่น

ทหาร-ฝ่ายปกครอง จับขบวนการแรงงานพม่า หนีเข้าไทย 47 คน สารภาพเสียคนละเป็นหมื่น

ทหาร-ฝ่ายปกครอง จับขบวนการแรงงานพม่า จากช่องทางธรรมชาติ หนีเข้าไทย 47 คน ผู้นำพา อีก 4 ราย สารภาพเสียค่าหัวคนละเป็นหมื่น

วันที่ 20 ก.ย.64 พล.ต.บรรยง ทองน่วม ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ในฐานะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า จะมีกลุ่มขบวนการลักลอบขนแรงงานผิดกฏหมาย ลักลอบนำแรงงานเข้าประเทศมาในพื้นที่ บริเวณหน้าโรงงานถุงคุกกี้ฝากาว ถุงสบู่ อ.ไทรโยค

จึงสั่งการให้ พ.อ.ยุทธนา มีเจริญ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ พร้อมด้วย พ.อ. เฉลิมพล สังข์ต้อง รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ สนธิกำลังกับ กองร้อยตำรวจตระเวรชายแดนที่ 136 และ หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ทำการกระจายกำลังลาดตระเวนซุ้มเฝ้าตรวจ เพื่อตรวจเข้มในบริเวณแถวช่องทางธรรมชาติ

กระทั่งได้พบกลุ่มแรงงานข้ามชาติกำลังเดินลัดเลาะช่องทางธรรมชาติ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุมแรงทั้งหมด โดยทำการจับกุมแรงงานที่ลักลอบหลบหนีเข้ามาจำนวน 47 คน (ชาย 28 คน , หญิง 19 คน) พร้อมผู้นำพาอีก 4 คน และรถยนต์จำนวน 1 คัน ณ บริเวณ ชายป่าหน้ามัสยิด บ้านท้ายเหมือง ต.บ้องตี้ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

สอบถามเบื้องต้นทราบว่า กลุ่มบุคคลแรงข้ามชาติทั้งหมดได้เดินทางมาจาก จังหวัดทวาย และ จังหวัดพะโค ประเทศเมียนมา มีผู้นำพาไปรับจากแนวชายแดนแบ่งทะยอยกันเดินลงมาจากเขาแล้วพักคอยบริเวณชายป่า เพื่อรอรถยนต์ผู้ขนแรงงานมารับเข้าไปยังพื้นที่จังหวัดนครปฐม และ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจ่ายค่าหัวให้กับนายหน้าเป็นเงิน จำนวน 14,000 – 25,000 บาท/คน

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ไปตรวจคัดกรองเพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 และกักตัวตามมาตรการ จากนั้นนำตัวส่ง สภ.ไทรโยค เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

เตรียมเกณฑ์กู้ภัยทั้งจังหวัด ระดมหาลุงวัย 69 หลงป่า สุดกังวล 3 วันยังไร้วี่แวว

เตรียมเกณฑ์กู้ภัยทั้งจังหวัด ระดมหาลุงวัย 69 หลงป่า สุดกังวล 3 วันยังไร้วี่แวว

เตรียมเกณฑ์กู้ภัยทั้งจังหวัด ระดมหาลุงวัย 69 หลงป่าด่านซ้าย สุดกังวล 3 วันยังไร้วี่แวว นายอำเภอเผยถอดบทเรียนการค้นหา ระดมคนหาเพิ่มทุกตารางเมตร

วันที่ 13 ก.ย.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เช้าวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงเฝ้าติดตามและค้นหา นายสังวร วงษ์มานิตย์ อายุ 69 ปี ผู้ที่สูญหายไปในป่า หลังโรงงานถุงตาข่ายห่อผลไม้ ถุงพลาสติกห่อผลไม้ กว่า 56 ชั่วโมงแต่ยังไรวี่แวว หลังเข้าไปในป่าท้องที่บ้านนาดี ท้ายหมู่บ้าน หมู่ที่ 1 ต.นาดี อ.ด่านซ้าย จ.เลย โดยในวันพรุ่งนี้ (14 ก.ย.64) นายอำเภอด่านซ้าย จะขอความช่วยเหลือกู้ภัยทั้งจังหวัด เตรียมค้นหาครั้งใหญ่ระดมมาหมดทุกหน่วยทั้งจังหวัด

นายนที พรมภักดี นายอำเภอด่านซ้าย กล่าวว่า เรามีการค้นหามา 3 วันแล้ว ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการค้นหาผู้ศูนย์หายตำนาดี ประกอบด้วย ที่ทำการปกครองอำเภอด่านซ้าย, สนง.ปภ.จ.เลย สาขาด่านซ้าย, กอ.รมน.จังหวัดเลย, สภ.ด่านซ้าย, ร้อย8 พัน1 ทหาร ชป.กร.กกล.สุรศักดิ์ฯ, ทหารพราน ที่ 2101, ตชด.ที่ 247, หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ด่านซ้าย, กองร้อย อส.อ.ด่านซ้าย ที่ 7, รพ.สต.นาดี, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้านตำบลนาดี, ชรบ., อปพร.ตำบลนาดี, กู้ภัยสัจจะไมตรี, มูลนิธิพระธาตุศรีสองรัก, ประชาชนจิตอาสาในพื้นที่ และสุนัขค้นหา (K9) กว่า 150 คน ได้ค้นหาผู้สูญหาย ตั้งแต่เวลา 07.30 – 17.00 น. ของวันนี้ แต่ยังไม่พบ จึงได้ยุติการค้นหา ถอดบทเรียนในการค้นหา และวางแผนในการค้นหาพรุ่งนี้ต่อไป

นายนที กล่าวต่ออีกว่า หลังจากมีการถอดบทเรียนออกมาพอได้ พรุ่งนี้เราจะระดมเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย จากเดิม 150-170 นาย พรุ่งนี้จะมีการเข้ากำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากทุกหน่วยที่อยู่โซนใกล้ๆ มาระดมเดินปูพรม ให้เห็นทุกตารางเมตร คาดว่าอาจจะโชคดี พบเจอคนที่ค้นหา ซึ่งต้องรอลุ้นกัน

บุกชาร์จตัวชายคลั่งยาบ้า พบประวัติคดีลักทรัพย์ยาวเป็นหางว่าว

บุกชาร์จตัวชายคลั่งยาบ้า พบประวัติคดีลักทรัพย์ยาวเป็นหางว่าว

ตำรวจบุกชาร์จตัวชายคลั่งยาบ้า ก่อเหตุใช้มีดวิ่งไล่ทำร้ายชาวบ้าน แต่พฤติการณ์สุดแสบที่ทำให้ใครหลายคนตกใจ เมื่อพบว่าผู้ก่อเหตุมีหมายจับในคดีลักทรัพย์ยาวเป็นหางว่าว

นี่เป็นภาพเหตุการณ์ ตำรวจ สภ.ท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ใช้ไม้ง่ามเปิดฉากบุกเข้าชาร์จตัวชายอายุ 42 ปี หลังคลุ้มคลั่งจากการเสพยาบ้า ก่อเหตุใช้มีดวิ่งไล่ทำร้ายชาวบ้านที่สัญจรผ่านไปมา ก่อนจะหนีเข้ามาหลบซ่อนตัวภายในบ้านพักของเขา ในตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งการควบคุมตัวเป็นไปด้วยความทุลักทุเล เนื่องจากผู้ก่อเหตุดิ้นขัดขืน และต่อสู้ ซึ่งในระหว่างที่กำลังชุลมุนกันอยู่นั้น ก็มีตำรวจนายหนึ่งถูกมีดที่ผู้ก่อเหตุถือบาดเข้าที่บริเวณลำตัวได้รับบาดเจ็บ ตำรวจจึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งนำตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาล จากนั้นควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไปสงบสติอารมณ์ที่โรงพัก

จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรชายอายุ 42 ปี ผู้ก่อเหตุ พบว่ามีหมายจับในคดีลักทรัพย์เป็นจำนวนมาก ตำรวจจึงตรวจค้นภายในบ้านพักหลังเกิดเหตุ ที่ติดกับโรงงาน กล่องพัสดุ กล่องไปรษณีย์ พบยาบ้าจำนวนหนึ่งและอุปกรณ์การเสพยาเสพติด อีกทั้งพบทรัพย์สินหลายรายการ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ถังก๊าซหุงต้ม เมื่อตรวจสอบแล้วก็ตรงกับที่มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความไว้ ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะติดต่อบรรดาผู้เสียหายให้เดินทางเข้ามาที่โรงพัก เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินต่าง ๆ จากนั้นจะดำเนินคดีกับชายอายุ 42 ปี ผู้ก่อเหตุ ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

โรงเรียนตลาดบางบ่อ มอบเงินเยียวยา นักเรียนคนละ 2 พันบาท

โรงเรียนตลาดบางบ่อ มอบเงินเยียวยา นักเรียนคนละ 2 พันบาท

โรงเรียนตลาดบางบ่อ จ.ฉะเชิงเทรา มอบเงินเยียวยานักเรียน คนละ 2,000 บาท ช่วยแบ่งเบาภาระช่วง โควิด-19 ระบาด ตามโครงการ ของกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2564 นายสุนทร วรังษี ผอ.โรงเรียนตลาดบางบ่อ (ศักดิ์ปรีดาประชาสรรค์) สพป.ฉะเชิงเทรา เขต 2 กล่าว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ โควิด-19 ครั้งที่ 3 นับว่าสถิติผู้ป่วยติดเชื้อและเสียชีวิตจาก โควิด-19 มีอัตราสูง ส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา

โดยเฉพาะการศึกษาได้รับผลกระทบต่อนักเรียนและผู้ปครองที่ทำงานโรงงานผลิตตัวตัดเทป ที่ตัดเทป ได้รับผลกระทบต่องครอบครัว การประกอบอาชีพประจำวัน จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ โควิด-19 ซึ่งกำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ทำให้ โรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต้องเลื่อนเปิดเรียนช้ากว่ากำหนด นักเรียนต้องเรียนออนไลน์ ผู้ปกครองบางคนขาดรายได้เพราะสถานประกอบการปิด ส่งผลกระทบต่อครอบครัว

ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยการจัดโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาด้านการศึกษา ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ โควิด-19 ขึ้น เป็นการช่วยลดภาระค่าครองชีพใช้จ่ายด้านการศึกษานักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน โดยได้จัดสรรเงิบงบประมาณให้กับโรงเรียนในสังกัด

โดยการโอนเงินงบประมาณผ่านเขตพื้นที่การศึกษาเยียวยาแก่นักเรียนคนละ 2,000 บาท ครบทุกคน โดยโรงเรียนจะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่ผู้ปกครอง และมอบเป็นเงินสดให้แก่ผู้ปกครองที่ไม่ได้เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารให้นักเรียนคนละ 2,000 บาททุกคน

ทะลักหนองคาย ยึดยาเกือบ2ล้านเม็ด นรข. ซุ่มจับริมโขง ตร.-ทหารยึด2กระสอบ

ทะลักหนองคาย ยึดยาเกือบ2ล้านเม็ด นรข. ซุ่มจับริมโขง ตร.-ทหารยึด2กระสอบ

ซุ่มจับริมโขง หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง เขตหนองคาย สนธิกำลัง รวบสองหนุ่มขับเก๋งขนยาบ้าริมฝั่งโขง 6 กระสอบ 1.3 ล้านเม็ด ด้าน สภ.รัตนวาปี สนธิกำลังทหาร จับหนุ่มใหญ่ค้นบ้านเจอยาบ้าอีก 657,000 เม็ด

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 3 ก.ย. 2564 ที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง เขตหนองคาย อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย นายณัฐวัสส์ วิริยานภาภรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย , พ.อ.มงคล หอทอง ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมที่ 2 (ร.13) น.อ.ราฆพ เทวะประทีป ผบ.นรข.เขตหนองคาย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ซุ่มจับริมโขง

ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายวิชัย ศิลาวงษ์ อายุ 38 ปี ชาว ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี และนายธีรกร คอนแดง อายุ 33 ปี ชาว ต.หนองบัว อ.เมือง จ.อุดรธานี พร้อมของกลางยาบ้า 6 กระสอบ ประมาณ 1,350,000 เม็ด รถยนต์เก๋งโตโยต้า ยารีส สีส้ม ทะเบียน ขข 8308 อุดรธานี จอดอยู่หน้าร้านค้าขายกล่องพัสดุ กล่องไปรษณีย์

น.อ.ราฆพ เทวะประทีป ผบ.นรข.เขตหนองคาย เปิดเผยว่า การจับกุมในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ นรข. สถานีเรือสังคม ได้รับแจ้งว่าจะมีการลักลอบนำเข้ายาเสพติด บริเวณริมแม่น้ำโขงพื้นที่ ต.สังคม อ.สังคม จ.หนองคาย จึงได้สนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเจ้าหน้าที่ออกเป็น 3 ชุด ออกตรวจสอบ

จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.40 น. วันที่ 1 ก.ย.64 เจ้าหน้าที่พบรถยนต์เก๋งโตโยต้ายารีส ขับมาหลังวัดศรีชมชื่นซึ่งเป็นซอยตันแล้วย้อนรถยนต์กลับมาตรงถนนเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขงใกล้กับจุดที่เจ้าหน้าที่ซุ่มอยู่ จึงได้แสดงตัวขอตรวจสอบ พบผู้ต้องหาทั้งสองคนอยู่ในรถ

จากการสอบสวนทั้งสองคนให้การวกวน ขณะนั้นได้มีโทรศัพท์โทรเข้ามือถือของนายวิชัย มีการพูดคุยสอบถามยาเสพติด โดยผู้ที่โทรศัพท์มาแจ้งว่ายาบ้าถูกวางไว้ริมแม่น้ำโขงหลังเมรุวัดบ้านแก้งใหม่ เจ้าหน้าที่จึงพาทั้งสองคนไปยังจุดดังกล่าว ก็พบกระสอบสี่เหลี่ยมสีขาววางทับกันอยู่ 6 กระสอบ ภายในซุกซ่อนยาบ้าอยู่เต็มกระสอบ จึงได้ตรวจยึดไว้

จากการสอบสวนทั้งสองคนให้การรับสารภาพเพียงว่าจะนำยาบ้าไปส่งที่ จ.อุดรธานี ยังไม่ทราบจุดที่ชัดเจน และได้เงินมาแค่ 5,000 บาทเท่านั้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รัตนวาปี และ ทหาร ได้ร่วมกัน จับกุมนายสมชาติ บรรณบดี อายุ 55 ปี ชาว ต.รัตนวาปี อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย โดยตรวจค้นภายในบ้านพบยาบ้า 2 กระสอบ ประมาณ 657,000 เม็ด คาดว่าจะเป็นการพักยาบ้าไว้รอการลำเลียงนำเข้าพื้นที่ตอนในของประเทศ แต่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน

ตำรวจจับเอเยนต์ค้ายาเสพติด รับลูกระเบิดแลกกับยาบ้า

ตำรวจจับเอเยนต์ค้ายาเสพติด รับลูกระเบิดแลกกับยาบ้า

ตำรวจ สภ.รัตภูมิ จังหวัดสงขลา เข้าจับกุมตัว นายยะโกบ หรือ บังโกบ เต๊ะปูยู อายุ 37 ปี หลังจากสืบทราบว่าเป็นเอเยนต์ที่รับยาเสพติด มาขายในพื้นที่อำเภอรัตภูมิ ค้นในบ้านพักพบยาบ้า 3,500 เม็ด, ไอซ์บรรจุในถุงพลาสติกพันด้วย เทปใส เทปกาว กขนาดเล็ก จำนวน 17 ถุง น้ำหนัก 99.9 กรัม, อุปกรณ์การเสพยาเสพติด, อาวุธปืนสั้น และปืนยาว 2 กระบอก, กระสุนหลายขนาดอีกจำนวนมาก และยังพบลูกระเบิดขว้างสังหารแบบ M67 อีก 1 ลูก

จากการสอบสวน บังโกบอ้างว่าได้รับซื้อยาเสพติดมาจากนายโอ นำมาแบ่งขายให้นักเสพในพื้นที่ โดยลูกระเบิดที่พบก็รับมาจากลูกค้าที่นำมาแลกกับยาบ้าจำนวน 10 เม็ด ส่วนอาวุธปืน และกระสุนปืน ผู้ต้องหาอ้างว่าส่วนหนึ่งก็ซื้อหามาเอง บางส่วนก็เป็นของเพื่อนที่นำมาจำนำเอาไว้ เบื้องต้นตำรวจนำตัวไปดำเนินคดีทั้งข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติด และข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง รวมถึงเร่งขยายผลจับเครือข่ายค้ายาเสพติดในพื้นที่ต่อไป

พ่อเหยื่อคดีคลุมถุงดำ ปี 52 แจงคดีคล้าย ผกก.โจ้ สุดท้ายโทษรอลงอาญา กลับมารับราชการเหมือนเดิม

พ่อเหยื่อคดีคลุมถุงดำ ปี 52 แจงคดีคล้าย ผกก.โจ้ สุดท้ายโทษรอลงอาญา กลับมารับราชการเหมือนเดิม

เมื่อปี 2552 มีคดี ๆ หนึ่งซึ่งคล้าย ๆ กับคดีของผู้กำกับโจ้ คือเหยื่ออายุ 18 ปี ถูกตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทราจับกุมตัวไปดำเนินคดีวิ่งราวทรัพย์ทอง โดยเหยื่อถูกตำรวจทำร้ายร่างกายบังคับให้รับสารภาพ แต่พอไม่รับก็ใช้วิธีคลุม แอร์บับเบิ้ล บับเบิ้ล ที่ศีรษะ จนน้องทนไม่ไหวต้องรับสารภาพ

นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร ซึ่งเป็นบิดาของนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ขณะที่เกิดเหตุอายุเพียง 18 ปี เล่าให้ฟังว่า ถูกชายถูกทำร้ายคล้ายกับคดีของผู้กำกับโจ้ ตนเองและลูกชายสู้คดีฟ้องตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยตำรวจนายที่ทำร้ายมียศพันตำรวจโท แต่สุดท้ายศาลอุทธรณ์สั่งจำคุกตำรวจนายนี้ 2 ปี ลดโทษจนเหลือรอลงอาญา 2 ปี จากนั้นตำรวจนายดังกล่าวก็กลับมารับราชการตามปกติ ได้เลื่อนตำแหน่งและมีชีวิตที่ดี ปัจจุบันยังสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 อีกด้วย

พอนำไปเทียบเคียบกับคดีผู้กำกับโจ้ มีโอกาสเป็นไปได้สูง ที่สุดท้ายคดีนี้จะจบลงด้วยการรอลงอาญา เช่นเดียวกับคดีของบุตรชายตน โดยศาลมองว่าเมื่อพิจารณาถึงอาชีพ และประวัติที่ไม่เคยต้องโทษมาก่อน จึงให้รอลงอาญา

ดังนั้นจึงอยากให้ครอบครัวเหยื่อครั้งนี้พยายามต่อสู้ เพราะครั้งนี้มีคลิปเป็นหลักฐานชัดเจน และถึงแม้เหยื่ออาจจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่ก็ไม่มีสิทธิไปซ้อมทรมานเช่นนี้

ทั้งนี้มองว่า กฎหมายไทยอ่อนเกินไป ทำให้ตำรวจที่ไม่ดีซ้อมทรมานผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ดังนั้นตนเองจึงเรียกร้องให้รัฐบาลผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมานและอุ้มหาย เพื่อมาแก้ปัญหาดังกล่าว และเพิ่มโทษตำรวจที่ซ้อมทรมานให้ต้องถูกลงโทษ โดยไม่รอลงอาญา และไม่ให้กลับไปรับราชการได้อีก ขณะที่ผู้บังคับบัญชาของตำรวจที่ก่อเหตุก็ต้องรับผิดชอบด้วยครึ่งหนึ่ง

โจรแสบ ปลอมเป็นพนักงาน ตระเวนตัดสายสัญญาณ ไปกว่า 200 เมตร

โจรแสบ ปลอมเป็นพนักงาน ตระเวนตัดสายสัญญาณ ไปกว่า 200 เมตร

คนร้ายตีเนียน เป็นพนักงานตัดสายไฟ บนเสาส่งสัญญาณ โทรศัพท์มือถือ กลางวันแสก ๆ ชาวบ้านเอะใจขอถ่ายรูปไว้ ที่แท้เป็นโจรแสบ ตัดไปแล้ว 200 เมตร

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2564 นายสิทธิศักดิ์ ถั่วสวัสดิ์ อายุ 23 ปี พนักงานซ่อมบำรุงของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง นำหลักฐานภาพถ่าย ร้องผู้สื่อข่าวว่าได้ถูกคนร้ายเป็นชายแต่งกายคล้ายพนักงาน อ้างเป็นพนักงานมาทำการตัดสายไฟที่มีความยาวกว่า 200 เมตร บนเสาไฟฟ้า

ซึ่งสายไฟดังกล่าวเป็นสายเมนไฟที่ไปใช้จ่ายระบบควบคุมเสาส่งสัญญาณของสัญญาณโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 ค่าย โดยในขณะที่คนร้ายก่อเหตุทางเจ้าของที่ดินเห็นผิดสังเกตจึงถ่ายภาพไว้ ก่อนที่คนร้ายจะขี่รถจยย. ออกไป เหตุเกิดในซอยบางพลับ 4/1 ต.อ้อมเกร็ด อ.ปากเกร็ด ในพื้นที่ของ สภ.ชัยพฤกษ์ จ.นนทบุรี หน้าโรงงานผลิตตัวตัดเทป ที่ตัดเทป

นายพเยาว์ กล่ำเดช อายุ 60 ปี เจ้าของพื้นที่บ้าน เปิดเผยว่า หลังกลับจากทำธุระมาก็พบคนร้ายกำลังม้วนเก็บสายไฟอยู่ ตนเห็นผิดสังเกตจึงเดินไปดูเห็นรถจยย. ของคนร้ายไม่ติดทะเบียน ตนจึงถามว่าตัดไปทำไม คนร้ายอ้างว่าการไฟฟ้าจะย้ายหม้อมิเตอร์ไปอยู่ข้างนอก ตนจึงขอถ่ายรูปคนร้ายไว้โดยให้ถอดหมวกกันน็อกออก ซึ่งคนร้ายก็ยินยอมให้ถ่ายแต่ขยับตัวไปมาไม่อยู่นิ่ง

นายสิทธิศักดิ์ กล่าวว่า ตนเป็นพนักงานของบริษัทเอกชน ที่คอยดูแลซ่อมบำรุงให้กับค่ายโทรศัพท์มือถือค่ายหนึ่ง โดยเมื่อเวลา 11.30 น. ที่ผ่านตนได้รับแจ้งว่าจุดนี้เครือข่ายสัญญาณล้มจึงโทรศัพท์มาสอบถามเจ้าของที่เสาส่งสัญญาณ กลับได้คำตอบว่ามีคนร้ายเข้ามาตัดสายไฟไปจึงเดินทางเข้ามาทำการแก้ไข

ซึ่งจุดที่ถูกก่อเหตุนี้ห่างจากจุดแรกที่ซอยบางพลับ 5 ถูกก่อเหตุมาก่อนหน้านี้ประมาณ 1 เดือน จากการดูภาพถ่ายเป็นคนร้ายเป็นคนเดียวกัน คนร้ายรายนี้ถือว่ากล้ามากเข้ามาก่อเหตุในสวนซึ่งอยู่ในบริเวณบ้านคน โชคดีที่ครั้งนี้เจ้าของบ้านผิดสังเกตได้ถ่ายรูปคนร้ายไว้ได้อย่างชัดเจน ส่วนสายไฟที่คนร้ายตัดไปนั้นเป็นสายทองแดง รวมทุกที่แล้วมีความยาวประมาณ 200 เมตร

นายสิทธิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในช่วง 1 เดือน ที่ผ่านมาค่ายโทรศัพท์มือถือที่ตนต้องดูแลซ่อมบำรุงอยู่ ถูกก่อเหตุมาแล้วถึง 3 ครั้ง ในรอบ 1 เดือน และยังมีข้อมูลอีกว่าค่ายอื่น ๆ ก็โดนเช่นกัน โดยคนร้ายจะเลือกก่อเหตุเสาส่งสัญญาณที่ตั้งอยู่ในที่เปลี่ยวหรือไม่มีคนพลุกพล่าน

ปส. บุกค้นบ้านเครือข่ายยาเสพติดไอช์ สระบุรี มูลค่าทรัพย์สินกว่า 50 ล้าน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2564 พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พร้อมทีมงานอาวุธครบมือ สนธิกำลังกับฝ่ายความมั่นคง (ทหาร) พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ ผบก.ภ.จว.สระบุรี นายยุทธนินทร์ สุวรรณอำไพ ปลัดเทศบาลเมืองสระบุรี ผู้แทนสำนักงานคณะป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเปิดยุทธการ “สยบไพรี 64/12” ตอน ทวงทรัพย์สินคืนแผ่นดิน นำหมายศาล เข้าตรวจค้นบ้าน (น้ำผึ้งประภัสสร) เลขที่ 35/4-9 ถ.เทศบาล 1 ต.ปากเพรียว อ.เมือง จังหวัดสระบุรี ซึ่งเปิดเป็น บริษัท ฮันนี่กู๊ดจำกัด ประกอบธุรกิจ การเลี้ยงผึ้งผลิตน้ำผึ้ง และบ้านพักอาศัยรวม 6 หลัง

จากข้อมูลพบว่า เป็นของนายสันติ เชิงสมอ หรือไอซ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองฯ และสมคบเพื่อกระทาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยจากการเข้าตรวจค้น พบ นายขวัญชัย เชิงสมอ อายุ 49 ปี บิดาของนายสันติ และเครือญาติ อาศัยอยู่ภายในบ้าน แต่ไม่พบตัวนายสันติ นายขวัญชัย พ่อของนายสันติ อ้างว่า ไม่ได้เจอนายสันติมาหลายปีแล้ว และจากข้อมูลพบว่า เครือญาติดังกล่าวมีความเชื่อมโยงในการถือครองทรัพย์สินแทนผู้ต้องหา

ซึ่งนายขวัญชัย อ้างอีกว่าโรงงานผลิตน้ำผึ้งสืบทอดกิกจการมาจากบิดา นานกว่า 30 ปีมาแล้ว ส่วนบ้านพักอาศัยก็ได้กู้เงินธนาคารมาก่อสร้าง จากนั้นเข้าตรวจค้น โรงงานบรรจุน้ำผึ้ง และบ้านพัก พบ เงินสด และทองคำ จำนวนมาก ซึ่งญาติของนายสันติ อ้างว่า มาจากการทำธุรกิจค้าส่งน้ำผึ้ง และขายออนไลน์ และ จากการเข้าตรวจค้นเฉพาะจุดนี้ พบทรัพย์สินทั้งบ้าน รถยนต์หรู ทองคำ และเงินสดในตู้เซฟกว่า 900,000 บาท (เก้าแสนบาท) คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 50 ล้านบาท

สำหรับ นายสันติ หรือไอซ์ ผู้ต้องหาที่เป็นเป้าหมายของการเข้าจับกุมครั้งนี้ จากการสืบสวนทราบว่า เป็นตัวการใหญ่ในการสั่งการ ทั้งสั่งยาเสพติดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน และสั่งการในการขนยาเสพติด รวมถึงมีอิทธิพลในการสั่งผลิตยาเสพติดจากประเทศเพื่อบ้านแล้วนำเข้ามาได้โดยตรงด้วย และมักจะฟอกเงินด้วยการซื้อรถหรู ส่งไปประเทศเพื่อนบ้าน และตรวจสอบเส้นทางการเงินตั้งแต่ปี 2560 พบมีเงินหมุนเวียน 122 ล้านบาท

พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบช.ปส. เปิดเผยว่า การเข้าจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากการขยายผลการจับกุม นายขจรศักดิ์ เจ็นเชี่ยวชาญ หรือ เต้ย กับ พวกรวม 5 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า บรรณจุอยู่ใน ถุงฝาเกลียว ซองฝาเกลียว กว่า 3.5 ล้านเม็ด ที่ อ.บางบัวทอง จว.นนทบุรี เมื่อปี 2562 จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สืบสวนขยายผลจนทราบว่า มีนาบสันติ เป็นผู้สั่งการของเครือข่ายนี้ และเป็นเครือข่ายเดียวกับนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ ที่ชื่อหนูเฉิน และเครือข่ายยาเสพติดภาคตะวันออก (กุ๊กระยอง) ซึ่งนายสันติ เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่สืบทอดกับ แก๊งจำหน่ายยาเสพติดชื่อดัง (แฝดนรก) ที่ถูกปลิดชีพไปก่อนหน้านี้แล้วทั้งคู่ กำลังฮึกเหิมชอบสะสมอาวุธ พร้อมต่อสู้กับเจ้าหน้าที่

ล่าสุดทราบว่าหลบหนีการจับกุมไปกบดานอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน พล.ต.ท. มนตรี เปิดเผยอีกว่า ในขณะเดียวกันการเข้าปฏิบัติการยุทธการสยบไพรี 64/12 ทวงคืนทรัพย์แผ่นดิน ในครั้งนี้ ได้เข้าปฏิบัติการพร้อมกัน 30 จุดทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากเป้าหมายสำคัญที่ จ.สระบุรีแล้ว ยังมีที่ จ.ชลบุรี สามารถจับกุม น.ส.กมลเนตร เจียมเกต ภรรยานายสันติ ใน ข้อหา ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันต้ังแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน โดยจากข้อมูลการสืบสวนทราบว่า ทำหน้าที่ทำธุรกรรมทางการเงินให้เครือข่ายนายสันติและสามารถยึดเงินสดในตู้เซฟได้ 6 ล้านบาท

สยบไพรี ลุยค้น 30จุดทั่วประเทศ จับเมีย พ่อค้ายาเสพติด ยึดของกลางอื้อ

สยบไพรี ลุยค้น 30จุดทั่วประเทศ จับเมีย พ่อค้ายาเสพติด ยึดของกลางอื้อ

เปิดยุทธการ สยบไพรี ลุยค้น 30 จุดเป้าหมายสำคัญทั่วประเทศ ทวงคืนทรัพย์แผ่นดิน บุกรวบเมีย พ่อค้ายาเสพติด รายใหญ่ ยึดของกลางเพียบ

เมื่อเวลา 06.10 น. วันที่ 26 ส.ค.2546 เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ปส.) เปิดปฏิบัติการ “สยบไพรี” นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่ หลังโรงงานผลิตกล่องพัสดุ กล่องไปรษณีย์ ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี ซึ่งเปิดเป็นบริษัทฯ ประกอบธุรกิจการเลี้ยงผึ้งและผลิตน้ำผึ้ง โดยภายในพื้นที่ดังกล่าวมีบ้านพักอาศัยรวม 6 หลัง ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดพบว่ บ้านหลังดังกล่าวเป็นของ นายไอซ์ (นามสมมุติ) ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองฯ และสมคบเพื่อกระทาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

จากการเข้าตรวจค้นพบพ่อของ นายไอซ์ และเครือญาติ พักอาศัยอยู่ภายในบ้าน แต่ไม่พบตัวนายไอซ์ โดยพ่อของนายไอซ์ ระบุว่า ไม่ได้เจอลูกชายมาหลายปีแล้ว และจากข้อมูลพบว่า เครือญาติดังกล่าวมีความเชื่อมโยงในการถือครองทรัพย์สินแทนผู้ต้องหา และจากการเข้าตรวจค้นโรงงานน้ำผึ้ง และบ้านพัก เจ้าหน้าที่พบเงินสด และทองคำจำนวนมาก ซึ่งญาติของ นายไอซ์ อ้างว่า ทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากการทำธุรกิจค้าขายออนไลน์

เปิดยุทธการ สยบไพรี ลุยค้น 30 จุดเป้าหมายสำคัญทั่วประเทศ ทวงคืนทรัพย์แผ่นดิน

ขณะที่ พ่อของนายไอซ์ อ้างว่า โรงงานน้ำผึ้งแห่งนี้เปิดกิจการมาแล้วกว่า 30 ปี และบ้านพักอาศัยใช้เงินกู้ยืมมาปลูกบ้าน โดยจากการเข้าตรวจค้นเฉพาะจุดนี้ พบทรัพย์สินทั้งบ้าน รถยนต์หรู ทองคำ และเงินสดจำนวนมาก

สำหรับ นายไอซ์ ผู้ต้องหาที่เป็นเป้าหมายของการเข้าจับกุมครั้งนี้ จากการสืบสวนทราบว่า เป็นตัวการใหญ่ในการสั่งการ ทั้งสั่งยาเสพติดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน และสั่งการในการขนยาเสพติด รวมถึงมีอิทธิพลในการสั่งผลิตยาเสพติดจากประเทศเพื่อบ้าน แล้วนำเข้ามาได้โดยตรงอีกด้วย และมักจะฟอกเงินด้วยการซื้อรถหรู ส่งไปประเทศเพื่อนบ้าน และตรวจสอบเส้นทางการเงินตั้งแต่ปี 2560 พบว่า มีเงินหมุนเวียนกว่า 122 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การเข้าตรวจค้นครั้งนี้ สืบเนื่องจากการขยายผลการจับกุม นายขจรศักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) พร้อมพวกรวม 5 คน โดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางยาบ้า ได้กว่า 3.5 ล้านเม็ด ในพื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อปี 2562 จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามสืบสวนขยายผลจนทราบว่า ตัวการใหญ่คือ นายไอซ์ เป็นผู้สั่งการของเครือข่ายนี้ และเป็นเครือข่ายเดียวกับนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่ชื่อ “หนูเฉิน” อีกด้วย

ขณะเดียวกันการเข้าปฏิบัติการยุทธการ “สยบไพรี” 64/12 ทวงคืนทรัพย์แผ่นดิน ในครั้งนี้ ได้เข้าปฏิบัติการพร้อมกัน 30 จุดทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากเป้าหมายสำคัญในพื้นที่ จ.สระบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้บุกเข้าค้นเป้าหมายใน จ.ชลบุรี อีกด้วย โดยสามารถจับกุม น.ส.น้ำ (นามสมมุติ) ภรรยาของนายไอซ์ เอาไว้ได้ พร้อมแจ้งข้อหา “ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกัน ต้ังแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน” โดยจากข้อมูลการสืบสวนทราบว่า ภรรยาของนายไอซ์ ทำหน้าที่ทำธุรกรรมทางการเงิน ให้กับเครือข่ายค้ายาดังกล่าว